“อูน – ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์” ความสำเร็จ บนมุมมองชีวิตที่แตกต่าง

0
413
จากจุดเริ่มต้นของความฝันที่อยากทำธุรกิจตอนวัย 19 ปี ทำให้คุณอูน – ชนิสรา วงศ์ดีประสิทธิ์ นักธุรกิจมากความสามารถที่เริ่มต้นทำธุรกิจกราโนลาภายใต้แบรนด์” Diamond Grians” รวมกับแฟนหนุ่ม จนประสบความสำเร็จ ก่อนที่เธอจะทำธุรกิจใหม่ๆ ทั้งสกินแคร์ อาหารเสริม แบรนด์เสื้อผ้า และไลฟ์ สไตล์ ธุรกิจร้านอาหาร และขนม ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกิดจากความชอบ และมองเห็นโอกาส และวันนี้เธอมีชื่อเสียงในฐานะ Influencer และมีเพลงดัง “เฮอไมโอน้อง” ในฐานะนักร้อง แต่นั่นเธอมองว่า นั่นคือ Portfolio และเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับเก็บช่วงเวลาดีๆ ของชีวิต

“อูนกับพี่แพ็ค (วุฒิกานต์ วงศ์ดีประสิทธิ์) อยากทำธุรกิจ ตอนนั้นอูนอายุ 19 พี่แพ็ค 21 ไม่มีความรู้การทำธุรกิจเลย ก็มองหาสินค้าที่น่าสนใจ ก็ตัดสินใจเลือกทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร และจบลงที่กราโนลา Diamond Grians เพราะตอนนั้นไปอเมริกาแล้วเห็นว่าอาหารเช้าที่ทานสะดวก และเร็วสุดก็คือซีเรียล แต่บ้านเรามีแต่ซีเรียลที่เป็นข้าวพอง หรือเป็นแผ่นแป้งกรอบๆ แต่ไม่มีที่ทำจากธัญพืชจริงๆ มีถั่ว มีผลไม้แห้งผสมลงไป ก็เลยทำเวอร์ชั่นที่ทานง่าย ได้ประโยชน์ การที่เราเลือกทำธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพในวันนั้น แม้ว่ากระแสจะไม่แรงเท่าปัจจุบัน แต่ก็มีคู่แข่งไม่เยอะ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นแนวสินค้าโอท็อป แพ็กเกจจิงไม่สวย ทำให้เรามั่นใจว่าสินค้าเรามีคุณภาพ และเป็นกราโนลาที่เฮลตี้เจ้าแรกๆ ของตลาด”

“นอกเหนือจากการทำธุรกิจกราโนลา ไดมอนด์ เกรนส์แล้ว อูนยังธุรกิจอื่นๆ อีกหลายประเภท ทั้งอาหารเสริมภายใต้แบรนด์ MOLECULOGY by Diamond Grains, เสื้อผ้า Home To My Heart, สกินแคร์ดูแลผิว Aurora’s Potion, อาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพ “ผักฉ่ำ คำหอม” และร้านขนม SeriousSnack ซึ่งมีทั้งอาหาร Life Style Brand เครื่องหอม บิวตี้ ซึ่งต้องยอมรับว่า การทำธุรกิจแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันเยอะมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ บุคลากร การให้บริการ หรือแม้แต่วิธีการทำงานคือไม่เหมือนกัน เพราะว่าลูกค้าใช้สินค้าคนละโอกาส คนละแบบ ขนาดธุรกิจอาหารเหมือนกัน แต่เป็นแพ็กเกจ ฟู้ด กับร้านอาหาร วิธีการทำงานก็แตกกันแล้วพอธุรกิจต่างกัน บริหารต่างกัน ก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ”

“การทำงานสำหรับอูนความยาก ง่ายมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน ถ้าทำเสื้อขาย เลือกสเป็กเสื้อ แล้วให้โรงงานสกรีนก็คือขายได้เลย แต่อูนว่า Process ความคิดของแต่ละแบรนด์ก็มี Layer ที่ต่างกัน บางแบรนด์เน้นโฟกัสที่ดีไซน์ ก็ใช้เวลากับส่วนนี้ บางแบรนด์ใช้เวลากับการ Develop สินค้า อูนชอบลงรายละเอียด แม้จะเป็นเสื้อยืด ก็ต้องมีดีเทล ทำให้ต้องทำงานเยอะกว่าปกติ อูนทำธุรกิจมา 10 ปี สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้คือ “แบรนด์” ทำแบรนด์ Mass มันง่ายนะ แต่เราไม่ถนัด เพราะทุกอย่างที่ทำคือความใส่ใจ ซึ่งเป็น Culture ของแบรนด์ไปแล้ว อูนไม่ได้มองว่าการทำธุรกิจแบบนี้มันคือข้อดี หรือข้อเสีย แต่มันคือ Energy คือสไตล์ของเรา”

“ทุกอย่างคือความภาคภูมิใจ มันเหมือนพิพิธภัณฑ์ของเรา ที่อยากใส่อะไรลงไปก็ได้ ทุกอย่างที่อยู่ในสื่อโซเชียลมีเดียมันคือผลงาน คือ Portfolio ของชีวิต”

ทุกวันนี้เธอยังคงโฟกัสกับการเป็นนักธุรกิจ และมองตัวเองเป็นนักธุรกิจ แม้วันนี้จะมาเป็น Influencer และนักร้อง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นอาชีพ เนื่องจากรายได้นั้นเธอนำไปบริจาคโดยไม่หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทุกอย่างที่ทำคือความชอบที่อยากจะทำ “ทุกอย่างคือความภาคภูมิใจ มันเหมือนพิพิธภัณฑ์ของเรา ที่อยากใส่อะไรลงไปก็ได้ ทุกอย่างที่อยู่ในสื่อโซเชียลมีเดียมันคือผลงาน คือ Portfolio ของชีวิต อูนชอบร้องเพลง อยากเป็นศิลปิน นักร้อง เสียเงินทำเพลงก็เหมือนเอาเงินไปซื้อคอร์สเรียนพิเศษ อย่างเพลง “เฮอไมโอน้อง” เราก็ปล่อยซิงเกิ้ลมาเกือบปีแล้ว แต่ที่ไม่ออกเพลงต่อเนื่อง เพราะอยากให้ Energy เป็นเหมือนเดิม ตั้งใจมากแต่ไม่คาดหวังอะไรเลย ไม่ใช่อยากทำเพราะอยากดัง เพลงใหม่ก็แต่งทำนองไปแล้ว แต่ก็ไม่เร่งร้อนอะไร ปีที่ผ่านมาได้ทำงานเยอะมาก เป็นพิธีกร ทำนั่น ทำนี่ ตอนนี้ยังไม่อยากทำอะไรเพิ่ม”

“อูนไม่สามารถบอกว่าเราดีได้ที่สุดหรือยัง แต่พอใจกับทุกอย่างที่มีในวันนี้ ความสำเร็จ ข้อผิดพลาด เรายอมรับได้ อย่าเก็บเอา Hate Speechมาใส่ใจ คนมักเอาความรัก ความชอบของคนอื่นมาอยู่ในสมการที่ต้องแก้ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่สมการของเราด้วยซ้ำ”

“ถ้าถามว่าชีวิต Success หรือยัง Destination ของคนไม่เหมือนกัน อูนต้องทำสิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ แต่สุดท้ายที่รู้สึกว่าอะไร Success ก็คือวันสุดท้ายก่อนเข้าโลง อูนไม่สามารถบอกว่าเราดีได้ที่สุดหรือยัง แต่บอกได้ว่าพอใจกับทุกอย่างที่มีในวันนี้ เพราะทำเต็มลิมิต ความสำเร็จ ข้อผิดพลาด ยอมรับได้ Handle ตัวเองได้ อย่าเก็บเอา Hate Speechมาใส่ใจ ต้องบริหารจัดการกับรู้สึกทุกย่างที่เกิดขึ้นให้ได้ คนเรามักเอาความรัก ความชอบของคนอื่นมาอยู่ในสมการที่ต้องแก้ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่สมการของเราด้วยซ้ำ เราไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเวทมนตร์ที่จะเสกให้ใครมามองเราแบบที่อยากให้เป็น ถ้าเข้าใจธรรมชาติ เราก็จะรู้ว่าไม่ต้องไปจัดการความคิดคนอื่น แค่ทำในสิ่งที่ตัวเองทำให้ดีที่สุด ถ้ามีเรื่องที่ทำให้เราเจ็บปวด ก็มองว่ามันเป็นสัจจะธรรมของโลกใบนี้ ไม่ใครมาชื่นชอบเรา 100% หรอก ถ้าคิดได้แบบนี้ชีวิตก็จะเบาขึ้น”

“ถ้าให้อูนมองตัวเอง คิดว่าเป็นคนที่ยอมรับกับทุกสีของตัวเองได้ บางครั้งก็มีด้านที่ประหลาดๆ ที่ใครเห็นก็อาจจะร้องว่า “อีหยังวะ” (หัวเราะ) หรือมีด้านที่มี Vision ที่เอาไปใช้งานได้เลยก็มี อูนไม่เคยขอให้ตัวเองเก่งกว่านี้ ไม่ขอให้ใครรักมากกว่านี้ แต่ขอให้ตัวเองยอมรับในตัวตนที่เป็นในทุกๆ ด้าน แม้แต่เรื่องผิดพลาดโง่ ๆ พยายามก้าวข้ามปัญหา อย่าใจร้ายกับตัวเองก็พอแล้ว มันยากนะ ในวันที่เราทำผิดพลาดแล้วอุ้มตัวเองขึ้นมา แล้วบอกตัวเองว่า It’s OK โลกไม่ได้แตกดับสลายพรุ่งนี้เสียหน่อย ชีวิตมันมีวันพรุ่งนี้เสมอ พยายามก้าวข้ามผ่านความกลัวให้ได้ อย่างน้อยสิ่งนี้ก็จะทำให้คนรอบๆข้างมีกำลังใจที่จะก้าวข้ามความกลัวได้เหมือนกัน ชีวิตก็จะง่ายขึ้น”

Facebook Comments

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.