ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ที่คุณกลาง ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ได้นั่งตำแหน่งผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การที่เธอทำงานกับที่นี่มายาวนานกว่า 20 ปี ทำให้เธออยากเห็นองค์กรเติบโต เปลี่ยนแปลง และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้การท่องเที่ยวไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาหลายปีที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะชะลอตัวด้วยปัญหาเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่ง ททท. ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะผลักดันไทยให้เป็นประเทศชั้นนำด้านการท่องเที่ยวและเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต และวาดหวังให้ในปี 2569 นี้ ประเทศไทยจะมีรายได้มากกว่า 3 ล้านล้านบาท
“ททท. ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างเต็มกำลังเพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นฟันเฟืองสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าเที่ยวไทยราว 32.97 ล้านคน ซึ่งตลาดระยะไกลมีนักท่องเที่ยวเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 10.8 ล้านคน เฉพาะตลาดสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกามียอดสูงถึง 1 ล้านคน ซึ่งหากนับยอดรวมของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เราสามารถสร้างรายได้ปีที่แล้วอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท และในปีนี้ ททท. ได้ตั้งเป้าว่าไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 3 ล้านล้านบาท”
“สำหรับแผนปีหน้า ททท. จะจุดพลังการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งผลักดันการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด Amazing 5 Economy ได้แก่ Life Economy ยกระดับสินค้าและบริการของไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness & Medical Tourism ภายใต้แคมเปญ Healing is the New Luxury, Sub-Culture Economy ซึ่งจะเจาะกลุ่ม Niche Market อย่างเช่น กลุ่มทำภาพยนตร์ นักกีฬา กลุ่มนักท่องเที่ยวที่แล่นเรือ กลุ่มเครื่องบินส่วนตัว รวมถึงส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ยามค่ำคืน เพื่อเพิ่มเวลาและกระจายการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว, Circular Economy ระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวที่ออกแบบให้ทรัพยากรถูกใช้หมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลักการ Reduce-Reuse-Recycle ควบคู่กับการกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองน่าเที่ยวให้เกิดการใช้จ่ายในพื้นที่รองและแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวผ่านระบบออนไลน์ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ”
“ททท. ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้วย 5 กลยุทธ์การตลาดมุ่งสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้ Value Over Volume อย่างยั่งยืนเช่น สร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ Amazing Thailand ด้วยมาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และการบริการระดับโลก, ส่งมอบประสบการณ์สู่Premium Destination ด้วย Amazing 5 Economy, รักษาขีดความสามารถการแข่งขันด้วย Airline Focus Partnership, ส่งเสริมให้ไทยเป็น Top of Mind Destination ด้วย In-market & Fragmentation Communications และบริหารโอกาสและความเสี่ยงด้วยการสร้างสมดุลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างนักท่องเที่ยวไทยกับต่างชาติ ควบคู่กับการกระจายพื้นที่และช่วงเวลาการเดินทาง”

“ททท. ได้ต่อยอดด้วยการตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ผ่านเทศกาล ประเพณี กิจกรรมระดับนานาชาติเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว แปลงไอเดียสู่สินค้าท่องเที่ยวพร้อมขาย ให้ความสำคัญกับเทรนด์ Sub-Culture ควบคู่การสานต่อโมเดล Prototype จากกระบี่สู่เชียงใหม่ พร้อมพื้นที่นำร่อง พังงา น่าน และเพชรบุรี สู่ Green Destination ยกระดับมาตรฐานและความยั่งยืนผ่านโครงการสำคัญ อาทิ STGs STAR Plus, CF Hotels, Trusted Thailand และ Thailand Tourism Awards ขณะเดียวกันตลาดไทยเที่ยวไทย ททท. เตรียมมอบประสบการณ์ Holistic Travel กระตุ้นการใช้จ่ายสินค้ามูลค่าสูงภายใต้ Thailand Premium เชิญชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางค้นหา
ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและภูมิปัญญา สร้างความสุขแห่งความทรงจำ และการเดินทางที่คืนคุณค่าให้ตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาค พร้อมผลักดันเส้นทางท่องเที่ยว UNESCO Creative Cityใน 10 จังหวัดทั่วประเทศอีกด้วย”

“ทั้งนี้ในส่วนตลาดต่างประเทศจะมุ่งเน้นการสร้างรายได้แบบ Value Over Volume หรือเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ผ่าน 5 กลยุทธ์การตลาดหลัก โดยตลาดต่างประเทศจะใช้กลยุทธ์ NIYOM (นิยม) สร้างภาพลักษณ์ไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เที่ยวได้ตลอดปี (Year-Round Destination) ในขณะที่ตลาดในประเทศจะกระตุ้นการเดินทางด้วยสินค้า Thailand Premium ให้คนไทยออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่แบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แบบองค์รวม (Holistic Travel) รวมทั้งยังเตรียมพลิกโฉมองค์กรสู่การเป็น Intelligence Hub สร้างระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) โดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมและจับคู่สินค้าท่องเที่ยวให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายผ่าน Amazing Thailand SuperApp เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ไทยอย่างยั่งยืน”

ด้วยแนวคิดอันชาญฉลาดและคิดนอกกรอบที่ได้เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทย ความงดงามของธรรมชาติ ผสานเข้ากับนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้การท่องเที่ยวไทยโดดเด่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคุณฐาปนีย์ในฐานะผู้ว่าฯ ททท. ก็ถือเป็นผู้บริหารที่กล้าคิด มีความคิดสร้างสรรค์ เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และกล้าเผชิญกับอุปสรรคเพื่อนำพาธุรกิจท่องเที่ยวของไทยเติบโต เต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงามและยั่งยืน
“ดิฉันเป็นคนที่มุ่งมั่นตั้งใจ จริงจัง งานทุกอย่างที่ทำต้องรอบคอบและตอบทุกโจทย์คำถามได้ และงานทุกอย่างที่ทำต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนตัวทำงานเพราะรักที่จะทำ ไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่คือความรับผิดชอบที่เราจะต้องทำ แม้ว่าสิ่งที่ได้รับมอบหมายจะไม่อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบก็จะทำ ทำให้ดีที่สุด เพราะดิฉันเชื่อว่า การได้ลงมือทำ ทำให้เราได้เรียนรู้ได้สั่งสมประสบการณ์ พัฒนาตัวเองจากความผิดพลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือมีสติ อย่าตื่นตระหนก เพราะทุกปัญหามีทางออก ฉะนั้นเราแค่มองหาโซลูชันที่ดีที่สุด เพื่อหาคำตอบในการแก้ปัญหา ซึ่งการเข้ามาบริหารงานที่ ททท. ถือเป็นความท้าทายทั้งการเป็นผู้นำองค์กรและมีส่วนช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ ดิฉันมีโอกาสในการแสดงความสามารถให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและนอกองค์กร ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจ”

“การเป็นผู้บริหารที่ดีต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชามีความยืดหยุ่นในการปรับตัวและ มีทักษะที่ดีในการรับมือกับการบริหารจัดการหลายบทบาทหน้าที่ไปพร้อมๆ กัน ผู้หญิงมักจะมีมุมมองที่แตกต่างในการแก้ไขปัญหา และมีความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งเป้าหมายในอนาคตของดิฉัน คือ ต้องการยกระดับ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ สิ่งสำคัญเรามีเป้าหมายให้การท่องเที่ยวไทยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน”



