นางเอกสาวสวยตาคม หยาด-หยาดทิพย์ ราชปาล แม้วันนี้เธอจะแต่งงานเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งแล้ว แต่เธอยังไม่ทิ้งวงการบันเทิง และกลับมารับละครเรื่องล่าสุด “ศีรษะมาร” ละครที่เคยรับบทเป็นนางเอกตั้งแต่เด็ก เธอบอกกับเราว่า การได้เล่นละครคือแพสชัน และสิ่งที่ท้าทายในชีวิต ส่วนการได้เลี้ยงลูก ดูแลครอบครัวคือความสุขแม้จะอยู่บนเส้นทางสายบันเทิงมาเกือบ 30 ปี แต่เส้นทางความสำเร็จยังมีอีกหลากหลายเส้นทางให้เธอลองเดิน

“ตอนนี้หยาดกลับมารับละครเรื่องใหม่เรื่อง “ศีรษะมาร” กับทางช่อง 8 ค่ะ รับบทเป็น “ปิ๋” ซึ่งบังเอิญมาก เพราะเมื่อ 29 ปีที่แล้ว ตอนนั้นหยาดอายุ 6 ขวบ ก็รับเล่นเป็นปี๋ ซึ่งเป็นนางเอกตอนเด็ก ตอนนี้มีการรีเมกทำละครเรื่องใหม่ แล้วก็ได้กลับมาเล่นละครเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่พิเศษมาก จริงๆ ตอนแรกหยาดก็ไม่ได้อยากรับเรื่องนี้เลย เพราะว่าเป็นคนที่กลัวผีมาก (หัวเราะ) แต่เรื่องนี้ดีที่เรารับบทเป็นผีไปหลอกคนอื่นก็เลยไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร แต่จะน่ากลัวตอนแต่งหน้า แต่งเอฟเฟกต์ตอนหัวขาด เพราะมีแผลที่คอ แล้วช่างก็แต่งออกมาเหมือนมาก เวลาฉากนี้ก็พยายามจะไม่ส่องกระจก เพราะว่าน่ากลัวจริงๆ”
“การได้มาเล่นศีรษะมารก็เป็นการท้าทายความสามารถอีกอย่างหนึ่งนะคะ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยรับผลแนวนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่ายากพอสมควร เพราะนอกจากบทที่เราจะต้องเล่นแล้ว เราต้องเล่นในส่วนที่ทำเอฟเฟกต์ด้วย อย่างตอนทัวขาดก็ต้องมาร์กจุดเพื่อเอาศีรษะไปตั้ง ก็ต้องเข้าไปอยู่ตรงนั้น ต้องนอนกับพื้นตรงนี้ เพราะหัวจะกลิ้งไปทั่ว ก็จะเล่นกับหัวปลอม ซึ่งทีมเอฟเฟกต์ก็แต่งเหมือนจริงมาก มันก็เลยยิ่งอิน และยิ่งน่ากลัว แต่รวมๆ ก็ชอบกับบทนี้มาก เพราะแตกต่างจากบทอื่นๆ ที่เคยรับเล่นละครมา มันก็เลยสนุกค่ะ”
“จริงๆ หลังแต่งงานมีลูก หยาดก็ยังรับงานตลอดนะคะ เพราะรักในการแสดง สามีเองก็ไม่เคยห้ามว่าไม่รับงานในวงการบันเทิง เขาบอกอยู่ตลอดว่า อะไรที่เป็นความสุขก็อยากให้หยาดทำ แต่หยาดเองที่ห่วงลูก ห่วงครอบครัวก็รับงานแสดงน้อยลง แต่ยังรับเรื่อยๆ นะคะ เมื่อก่อนอาจทำงานทุกวัน เคยรับละครพร้อมกันหลายเรื่อง ตอนนี้ก็รับแค่ปีละเรื่อง ฉะนั้นการจะรับละครแต่ละเรื่องหยาดก็จะต้องเลือกบทที่เราอยากเล่น อยากได้บทที่เรายังไม่เคยเล่น จะเป็นนางเอกก็ต้องมีความต่างจากเดิม หรือจะเป็นบทร้ายก็ต้องมีความต่าง เพราะร้ายก็มีหลายแบบ ถ้าคาแรกเตอร์แตกต่างจากบทที่เคยรับก็อยากเล่น”

“สำหรับหยาดการได้เล่นละครถือเป็นแพสชันที่ทำให้เราอยากตื่นเช้าขึ้นมาแล้วอยากไปทำงานทุกวัน ถ้าถามว่าถ้าไม่ได้เป็นนางเอกแล้วจะรีไทม์จากวงการไหม เอาจริงๆ ก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าถ้าไม่เล่นละครแล้วเราจะทำอะไร เพราะหยาดเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่ 5 ขวบ ตอนนี้ก็ยังอยู่ตรงนี้ เคยคุยกับมื้ (คุณพิสมัย วิไลศักดิ์ คือท่านก็อยู่ในวงการมานานมาก เริ่มต้นจากการเป็นนางเอกแล้วก็ยังเล่นละครมาจนถึงทุกวันนี้ หยาดเองก็อยากเป็นเหมือนท่าน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้จัด ขึ้นอยู่กับคนจ้าง ว่าเขาจะจ้างเราไหม ถ้ามีคนจ้างก็ยังอยากเล่นละครต่อไปเรื่อยๆ จะอายุ 60-70 ก็ยังอยากอยู่ตรงนี้ค่ะ”
“นอกเหนือจากงานแสดง สิ่งที่อยากทำก็คงเป็นงานเบื้องหลัง อยากทำงานด้านโปรดักชันส์ผลิตรายการ ก็ยังดู ๆ อยู่ค่ะ ถ้ามีโอกาสก็อยากทำ ส่วนเรื่องการทำธุรกิจ ตอนนี้ก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเข้าไปร่วมหุ้นกับคนอื่นมากกว่าไม่ได้ลงทุนทำเอง ส่วนใหญ่ก็จะช่วยสามี (คุณเมฆ-รามา รัศมีรามา) ดูแลงานด้านประชาสัมพันธ์ และช่วยดูเรื่องการตกแต่งให้กับโรงแรมสามีที่ภูเก็ต สามีหยาดเขาทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ค่ะ มีโรงแรมที่ภูเก็ตอยู่หลายแห่ง เมื่อก่อนก็บินไปมากรุงเทพฯ – ภูเก็ตบ่อย ตอนนี้รับละครก็ไปน้อยลง แต่เราก็ยังช่วยโปรโมตโรงแรมให้เขาอยู่เรื่อยๆ”
“ชีวิตนอกจากงานแล้ว หยาดก็จะให้ความสำคัญกับลูกมากที่สุด หลักๆ จะเน้นดูแลลูกสาว ‘น้องเมย่า’ (รามาวดี รัศมีรามา) ถึงจะมีพี่เลี้ยงช่วย แต่เราก็จะต้องดูลูกเอง เมย่าตอนเด็กๆ ก็เลี้ยงง่ายนะคะ ตอนนี้อายุยังไม่ขวบเลยแต่ซนมาก ถ้าตื่นขึ้นมาคือไม่เคยหยุดเลย คุณยาย (ชินพรรณ ราชปาล) มาช่วยเลี้ยงก็บอก เมย่าไม่เคยอยู่เฉยๆ เลย แม่ก็บอกหยาดทำไมไม่ให้ลูกดูทีวี ดูยทูบหรือดูการ์ตูนก็ได้ แต่หยาดตั้งใจว่าถ้าลูกไม่ถึง 3 ขวบก็จะไม่ให้ลูกดูทีวีหรือดูการ์ตูนในยูทูบ เพราะเคยเปิดเพลง Baby Shark ให้เมย่าดู จำได้เลยว่าลูกจ้องจอแบบตาไม่กระพริบ เรียกก็ไม่หัน ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ก็เลยไม่อยากให้ลูกดูอะไรพวกนี้ ส่วนใหญ่หยาดจะเน้นเลี้ยงลูกให้อยู่กับธรรมชาติ พาไปเดินเล่นสวนสาธารณะ ให้เดินบนหญ้า บนทราย เมย่าจะมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง คือน้องเขาจะชอบเลี้ยงสัตว์ ล่าสุดคือเลี้ยงจิ้งจก เขาก็เอามาอวดเมย่า เมย่าตื่นเต้นมาก แต่ไม่กลัวนะคะ ซึ่งหยาดว่าก็ดี เพราะอยากให้เขาเป็นเด็กที่อ่อนโยน มีความสุข และเติบโตไปตามวัยของเขาตามธรรมชาติมากกว่า”

“ถ้าถามว่าเลี้ยงลูกตามใจไหม ก็ตามใจนะคะ แต่ตามใจแบบมีขอบเขต เมย่าเองก็ถือว่ายังเด็กมาก เราก็จะต้องค่อยๆ สอน ค่อยๆ ดูแลกันไป หยาดอยากให้เขาเป็นในสิ่งที่เขาอยากเป็นค่ะ ไม่คาดหวัง แต่แค่วางแผนในเรื่องของการเรียนขั้นพื้นฐานมากกว่า ตอนนี้ก็ดูๆ ว่าจะให้ไปเรียนอนุบาลที่ไหนดี เพราะเดี๋ยวนี้ 2 ขวบครึ่งก็ต้องเข้าเรียนเตรียมอนุบาลแล้ว แต่ถ้าเมย่าโตเขาอยากจะเรียนอะไร ทำอะไร อยากเป็นอะไร เราก็ไม่บังคับค่ะ อยากให้ลูกมีความสุข และได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากทำ จริงๆ เมย่าเองก็มีแววจะมาทางแม่นะคะเพราะชอบเต้นมาก ได้ยินเพลงจะต้องลุกขึ้นมาแดนซ์ โตขึ้นถ้าเมย่าอยากเข้าวงการบันเทิงหยาดก็ไม่ว่าอะไร แต่จะห่วงนิดหน่อยเพราะว่างานในวงการบันเทิงไม่ว่าจะเป็นนักแสดง นักร้อง หรืออะไรก็ตามเป็นงานที่เหนื่อยมาก ซึ่งเราอยู่ตรงนี้ เรารู้ดีว่าเหนื่อย แต่ถ้าชอบมันจะเหนื่อยแบบมีความสุข หรืออยากจะไปสายธุรกิจแบบพ่อก็แล้วแต่เลย คือได้หมด เราให้อิสระเต็มที่กับลูกอยู่แล้ว”
“วันที่หยาดเป็นแม่คน มองเมย่าเติบโตขึ้นในทุกวันๆ คิดถึงแม่แล้ว รู้สึกว่าแม่เก่งจัง เลี้ยงลูก 2 คนให้โตมาขนาดนี้ได้ยังไง หยาดเองเลี้ยงเมย่าแค่คนเดียว แถมมีพี่เลี้ยงช่วยยังเหนื่อยเลยค่ะ ก็เลยรู้สึกขอบคุณที่แม่ดูแลเรามาจนโต คิดว่าแม่คงเหนื่อยมากที่ดูแลลูก ๆ มาจนโตขนาดนี้ นี้ หยาดเองก็เคยปรึกษาแม่เรื่องการเลี้ยงเมย่า แต่แม่จะบอกว่าเธอเลี้ยงแบบที่อยากเลี้ยงเลย เพราะวันนี้หลายอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนกับสมัยนี้อะไรมันก็ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคม หรือมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น แต่หยาดก็ปรับวิธีการเลี้ยงลูก คำสอนที่ดีของแม่ก็เก็บเอามาปรับ
“วันนี้ชีวิตหยาดถือว่าลงตัวและมีความสุขมาก เพราะได้ทำงานที่รักมีครอบครัวที่ดี มีลูกน่ารัก ถ้าถามว่าชีวิต Success หรือยัง ก็คิดว่ายังค่ะ เพราะส่วนตัวจะคิดเสมอว่าถ้าเรารู้สึกว่าชีวิต Success แล้ว ชีวิตจะพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างไร หยาดจะบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่าเรายังดีขึ้น เรายังพัฒนาไปได้มากกว่านี้ ยังมีอะไรที่เราอยากทำอยู่ และมีอะไรที่ท้าทายอยู่ข้างหน้าอีกมากค่ะ”
