ดร.มยุรี – มนต์สิทธิ์ – มนฤทัย เตยะราชกุล ภาคภูมิใจในทุกย่างก้าวของชีวิต

0
76

ครอบครัวเตยะราชกุล ถือเป็นครอบครัวนักธุรกิจที่วันนี้คุณพ่อคุณแม่ได้ส่งไม้ต่อให้กับลูกๆ ในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาบริหารบริษัท ซึ่งคุณแดง หรือ ภญ.ดร.มยุรี เตยะราชกุล (ประธานที่ปรึกษาบริษัท เอ็ม.เจ.บางกอกวาล์วและฟิตติ้ง จำกัด) เริ่มต้นชีวิตจากดีเทลยา เภสัชกรประจำฝ่ายผลิต ก่อนที่จะจับมือกับสามีก่อร่างสร้างธุรกิจขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ ในขณะที่คุณจ๊อบ มนต์สิทธิ์ CEOบริษัท เอ็ม.เจ.บางกอกวาล์วและฟิตติ้ง จำกัด และคุณจอม มนฤทัย CEO บริษัท อินเทลลิเจนซ์ โทเทิ่ล โซลูชั่น จำกัด และต่างเข้ามารับผิดชอบงานบริษัทจนเติบโตอย่างงดงาม ขณะที่คุณแดงยังยืนหยัดทำงานเพื่อสังคมตามปณิธานที่ตั้งใจไว้ แม้เส้นทางชีวิต และแนวทางการใช้ชีวิตของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนยังยึดมั่นและถือปฏิบัติมาตลอดก็คือการทำธุรกิจด้วยความสุจริต ซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบคนอื่น และถือสัจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด            

“คุณแดง หรือ ภญ.ดร.มยุรี เตยะราชกุล เริ่มต้นจากการเรียนจบคณะเภสัชศาสตร์จาก Centro Escolar University (CEU) ประเทศฟิลิปปินส์ หลังเรียนจบมาเป็น detail ยา เภสัชกรฝ่ายผลิต จนได้แต่งงานกับสามีซึ่งเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเห็นช่องทางจึงได้เริ่มดำเนินธุรกิจ ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท เอ็ม.เจ.บางกอกวาล์วและฟิตติ้ง จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์ ท่อ วาล์ว นานกว่า 40 ปี ซึ่งถือเป็น distributor ที่แข็งแกร่ง เพราะการทำธุรกิจให้ยืนยาวขนาดนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย”

“ที่ผ่านมาเธอทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด ทั้งการเป็นสมาชิกในสมาคมต่างๆ ทั้งการสนับสนุนเงินผ่านกองทุนมยุรีเพื่อทุนการศึกษา รวมทั้งได้รับเชิญจากอาจารย์ในฐานะศิษย์เก่าให้ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิเพื่อการศึกษา โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับทางโรงเรียน สนับสนุนและช่วยหาเงินสนับสนุนมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) มาโดยตลอด ปัจจุบันเป็นรองประธาน มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ค่ะ หวังว่าการศึกษาจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กๆ และเยาวชนให้ดีขึ้นรวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาสังคม และประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น”

การศึกษาหัวใจสำคัญแห่งการพัฒนา            

“การที่เธอเป็นคนที่มีแนวคิดสมัยใหม่ และให้ความสำคัญกับการศึกษาทำให้เธอมักจะลงเรียนคลาสพิเศษเพิ่มความรู้ รวมไปถึงการเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโท สาขาการบริหารแห่งภาครัฐ (รป.ม.) วิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตเทเวศร์ และระดับปริญญาเอกจาก วิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งเธอบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่ตั้งใจมาโดยตลอดว่าจะต้องเรียนปริญญาเอก และเป็น ดร. ให้ได้ การได้รับปริญญาเอกในครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

“พี่เป็นคนหัวสมัยใหม่ ชอบเลี้ยงลูกแบบให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ครอบครัวเราจะมีเส้นทางให้ลูกๆ เลือกเดิน แต่ไม่ได้ตีกรอบ ไม่ได้บอกว่าต้องทำอะไร ไม่ทำอะไร เพราะอยากให้เขาได้เรียนรู้คำว่า การได้ใช้ชีวิต สิ่งเดียวที่พี่ให้ความสำคัญสูงสุดนั่นคือเรื่อง การศึกษา เพราะพี่มองว่ามันคือปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของชีวิต พี่เองเรียนจบจากต่างประเทศ หลังจากเริ่มวางมือจากธุรกิจก็มีโอกาสกลับไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารแห่งรัฐ วิทยาลัยการบริหารแห่งรัฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จะรับพระราชทานปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ในวันที่ 13 มีนาคม นี้ค่ะ ลูกๆ พี่เรียนดีทุกคน อย่างจ๊อบ (มนต์สิทธิ์ เตยะราชกุล) เขาไปเรียนที่อเมริกาตั้งแต่อายุประมาณ 14 จนจบปริญญาตรี สาขาInternational Marketing ที่ George Fox University Portland Center รัฐออริกอน ไปอยู่ที่นู่นเขาก็ทำงานพิเศษ จนมีธุรกิจร้านอาหารเป็นของตัวเอง ถือว่าเก่งมาก ส่วนลูกสาวคนเล็กน้องจอมเธอเรียนจบคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นจอมเป็นผู้ประกาศข่าวที่ช่อง 9 อสมท ตั้งแต่เรียนปี 3 ทำงานอยู่หลายปีก่อนไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่ Istituto Marangoni London ซึ่งเป็นวิทยาเขตของสถาบันสอนแฟชั่นและการออกแบบชั้นนำระดับโลกจากอิตาลี หลังกลับมาก็ได้เข้ามาช่วยคุณพ่อ (คุณสิทธิศักดิ์ เตยะราชกุล) ดูแลธุรกิจ ทำให้พี่มีเวลาไปทำงานเพื่อสังคมตามที่ได้ตั้งปณิธานไว้” ดร.มยุรี กล่าว

     นอกเหนือจากช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒารามแล้ว เธอยังเป็นกรรมการมูลนิธิกตเวทินในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นคณะกรรมการมูลนิธิท่านผู้หญิงยศวดี บูรณะสัมฤทธิ์ อัมพรไพศาล ช่วงปี พ.ศ. 2551-2559 และเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมครูและศิษย์อัมพรไพศาลอยู่หลายสมัย จนถึงปัจจุบันก็ยังช่วยงานของมูลนิธิฯ มาโดยตลอด และได้ช่วยเหลือสวัสดิการอาจารย์อาวุโสที่เกษียณไป นอกจากนี้เธอยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสโมสรซอนต้า กรุงเทพ 7 เมื่อ พ.ศ. 2559-2561 และขณะนี้ยังเป็นที่ปรึกษาและได้เข้าไปช่วยทำกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีและเด็กๆ ให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามที่ตั้งใจไว้”

     ดร.มยุรี เคยกล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้มุ่งมั่นช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน เพราะวาดหวังว่า พวกเขาเหล่านั้นจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต ทุกครั้งที่เห็นเด็กๆ และผู้ขาดโอกาสทางสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็พลอยมีความสุขไปด้วย เธอกับสามีจะมีแนวคิดด้านจิตอาสาที่สอดคล้องกันนั่นคือ แบ่งปัน ช่วยเหลือ และไม่นิ่งดูดาย เธอมุ่งมั่นตั้งใจสานเจตนารมณ์ของตัวเองที่จะอุทิศตนช่วยเหลือผู้คน
ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีแรงทำ”

รากฐานครอบครัวสู่บทพิสูจน์ชีวิต

     วันนี้ธุรกิจของครอบครัว เตยะราชกุล เธอได้ส่งต่อให้กับลูกๆทั้งสองคนได้เข้ามาดูแลและบริหารงานต่อในฐานะทายาทรุ่นที่ 2โดยเธอยังดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษา บริษัท เอ็ม.เจ.บางกอกวาล์วและฟิตติ้ง จำกัด โดยมีคุณจ๊อบ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม.เจ.บางกอกวาล์วและฟิตติ้ง จำกัด ส่วนคุณจอม มนฤทัย เตยะราชกุล จะดูธุรกิจนำเข้าแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากเยอรมัน ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเทลลิเจนซ์ โทเทิ่ล โซลูชั่น จำกัด แม้แต่ละคนจะมีเส้นทางชีวิตและสไตล์การบริหารที่แตกต่าง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ หัวใจของนักสู้ที่เข้มแข็ง ซื่อสัตย์ ยืนหยัดบนความถูกต้องและมีจิตเมตตา”

     “คุณแดงยอมรับว่าหลังจากสามีจากไป การเข้ามารับผิดชอบธุรกิจทั้งหมดถือว่าหนักพอสมควร การที่ลูกๆ เข้ามาสานต่อธุรกิจด้วยความเต็มใจทำให้เธอมีความสุข เพราะจะได้ไปทำงานเพื่อสังคมอย่างเต็มที่ตามที่ตั้งใจไว้ ยิ่งเห็นลูกๆ บริหารงานได้ดี และธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความภูมิใจของผู้เป็นแม่” คุณมยุรี กล่าว

     “สำหรับลูกชายคนโตอย่าง คุณจ๊อบ เขาเองเติบโตและใช้ชีวิตวัยรุ่นที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่เรียนมัธยมต้น เขาทำงานพาร์ตไทม์ตั้งแต่อายุ 16 ปี แม้ครอบครัวจะมีฐานะ แต่เขาเลือกสร้างรายได้ด้วยตัวเอง เงินที่หามาเองมีคุณค่ากว่า เพราะมันคือความภูมิใจ” คุณจ๊อบกล่าว “ตอนนี้ บริษัท เอ็ม.เจ.บางกอกวาล์วและฟิตติ้ง จำกัด ที่ผมรับผิดชอบทำธุรกิจใน 5 ประเทศ จะมีไทย เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ซึ่งบริษัทในไทยเป็นธุรกิจของคุณพ่อก่อตั้งมากว่า 40 ปี ส่วนอีกบริษัทคือ เอ็ม.เจ. เวียดนาม ผมก่อตั้งเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ตอนที่ไปเรียนที่อเมริกาผมทำธุรกิจร้านอาหาร ผมชอบชีวิตที่อเมริกานะ เพราะได้ทำธุรกิจที่ชอบ ผมชอบทำอาหาร ชอบแต่งบ้าน มันคือ Passion แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว เพื่อกลับมาพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง บริษัทเราเป็น Distributor นำเข้าสินค้าจากต่าง ประเทศมากว่า 40 ปี ตอนนี้มีไม่กี่บริษัทที่ถูกเลือก ผมเองในฐานะผู้บริหาร Gen 2 ก็ภูมิใจที่ธุรกิจยังเติบโต ผมมองว่าการเป็นนักธุรกิจ Mindset ที่ดีถือเป็นเรื่องสำคัญ และที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องความซื่อสัตย์ รักษาคำพูด ไม่คดโกง อย่าเอาเปรียบลูกน้อง”

     “การเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวเป็นเรื่องของการรู้จักปรับตัว พัฒนาตัวเอง และไม่หยุดนิ่ง การที่ผมไปลงทุนที่เวียดนามเพราะมองเห็นถึงโอกาส ซึ่งธุรกิจก็โตขึ้นทุกปี ส่วนธุรกิจในไทยก็ถือว่าอยู่ตัว ผมมองว่าหัวใจของหลักการบริหารงานมี 3 อย่างคือ บริหารคนบริหารค่าใช้จ่าย และบริหารความเสี่ยงให้ได้ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรก็ไม่มีวันล้มเหลว ผมเป็นคนประหยัด มีเงิน 100 ผมจะใช้แค่ 20 อีก 50 บาทก็เก็บไว้ในบริษัท ส่วนที่เหลือก็นำมาลงทุนและออมทรัพย์ ส่วนใหญ่จะการลงทุนในธุรกิจ Property ซื้อบ้าน ซื้อที่ดินในทำเลที่มีอนาคตเพื่อปล่อยเช่า เลือกลงทุนในธุรกิจที่ผมชอบ จริงๆ ผมเป็นคนติดดินใช้ชีวิตเรียบง่าย ร้านอาหารข้างทางผมก็กินได้ เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ใช้ชีวิตชิลมาก”

     “ถ้าถามผมถึงความสุขในชีวิต ก็ต้องมองย้อนกลับไปในวันที่ผมไม่ยอมแพ้ ในวันที่คิดจะยอมแพ้ หยิบอดีตมาเป็นบทเรียน ยิ่งแพ้ยิ่งต้องสู้คนเราถ้าไม่ล้มเหลวก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ ต้องขอบคุณในความพยายาม และความกล้าของตัวเองด้วยเช่นกัน ผมในฐานะพ่อความสุขคือได้ดูแลลูกโดยไม่ได้คาดหวังอะไร อยากให้เขาเติบโตในแบบที่ต้องการ ผมว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ อะไรง่ายเกินไป มันก็ไม่ใช่ชีวิต เราก็แค่ Adapt กับ Adjust ก็แค่นั้น”

     นอกจากนี้ ในส่วนของคุณจอมจะดูอีก 2 บริษัท เป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าจากเยอรมัน 3 แบรนด์ ซึ่งการเข้ามาสานต่อธุรกิจไม่มีอะไรกดดัน เพราะที่บ้านเราไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ เราสามารถบริหารงานได้ตามสไตล์เรา คุณจอมกล่าว และเล่าต่อว่า ป๊ากับแม่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ได้ยึดติด ไม่บังคับลูกๆ ว่าจะต้องทำอะไร ไม่ทำอะไร วันที่พ่อจากไป เขาก็ไปอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญ จอมเองอยากเห็นธุรกิจที่ป๊ากับแม่สร้างมา ยังยืน หยัดและเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป เราในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 ก็ไม่เคยลังเลที่จะเข้ามาช่วยสานต่อ แม้เธอเองจะมีงานที่ชอบ อย่างการเป็นผู้ประกาศข่าวที่เธอทำมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ซึ่งตอนนั้นได้ทำงานที่ช่อง 9 อสมท อยู่หลายปีก่อนไปเรียนต่อที่อังกฤษ กลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน ซึ่งความฝันในอนาคตเธออยากทำธุรกิจ Holistic ถ้ามีเวลาและโอกาส แต่ตอนนี้ตั้งใจสานต่อธุรกิจครอบครัวให้เติบโต ด้วยความตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ทำด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งเธอเชื่อว่า ถ้าเราใส่ใจและเต็มที่กับงานที่ทำผลลัพธ์ย่อมออกมาดีอย่างแน่นอน            

“ครอบครัวเตยะราชกุล คือ ภาพสะท้อนของธุรกิจครอบครัวที่ไม่ได้เติบโตเพียงด้วยกำไร แต่เติบโตด้วยคุณค่า ความรับผิดชอบ และความรักจากรุ่นสู่รุ่น บนเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้มองหาแค่ผลกำไร แต่สืบทอดหัวใจนักสู้ ยึดมั่นบนเส้นทางของความซื่อสัตย์ กตัญญู และรู้จักคุณค่าของชีวิต รวมทั้งยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือสังคม และผู้คนอย่างภาคภูมิและเต็มใจอย่างที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

Facebook Comments

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.