บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล ผู้ไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง จากจุดเริ่มต้นที่เกิดจากความชอบและใฝ่ฝันที่อยากเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง จนวันนี้เขาได้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้า เป็นศิลปินนักร้องและนักแสดงระดับ A-List ได้อย่างเต็มภาคภูมิ “การเติบโตในวงการบันเทิงส่วนตัวผมคิดว่าได้เติบโตมาอย่างดี ผมเริ่มทำงานและเข้ามาอยู่ในนาดาวตอนอายุ 16 ปี แล้วก็ได้รับการฝึกอบรม การเทรนนิง การเรียนแอกติง และพอเริ่มทำงานก็ได้รับโอกาสที่ดี ได้ทำงานที่ค่อนข้างต้องใช้ความพิถีพิถัน ละเอียดรอบคอบบวกกับความเข้มงวดด้วยวัฒนธรรมของนาดาว ตรงนี้เลยทำให้รู้สึกว่า ผมได้รับประสบการณ์ที่ดีทำให้เติบโตขึ้นมาได้เร็ว สำหรับผมนาดาวเป็นประตูบานแรกที่ทำให้มีโอกาสได้มีงานกับทางนาดาวขึ้นมาเป็นนักแสดงนำ และมีโอกาสได้ทำงานศิลปิน เริ่มงานศิลปินก็ที่นาดาว ตั้งแต่เริ่มร้องเพลงประกอบ จนพอมาถึงวันที่บริษัทปิดตัวลงก็รู้สึกว่าเป็นวันที่นาดาวส่งเราถึงปลายทางแล้ว และเราก็มีความพร้อมในระดับที่รู้สึกดีใจที่เหมือนถูกเทรนและได้รับประสบการณ์มาอย่างดี พอมาเริ่มทำบริษัทเองก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ก็เป็นการเติบโตอีกรูปแบบหนึ่ง หลังจากนั้นก็มีอะไรดีๆ เข้ามาอยู่ตลอด ได้ทำงานกับคนเก่งๆ และได้รับโอกาสดีๆ จากคนรอบตัวอยู่ตลอด จนถึงวันนี้รู้สึกว่ามีคนอยู่เบื้องหลังคอยช่วยเราทำงานและให้โอกาสดีๆ อยู่ตลอด ถือว่ามีแต่ความโชคดีตลอดทางที่ได้เจอคนดีๆ และได้ทำงานดีๆ กับคนเก่งๆ” เพราะได้ทำงานที่หลากหลายเลยทำให้ค้นพบความชอบของตัวเอง
“สำหรับผมเป็นการเรียนรู้ในช่วงแรกๆ อาจจะเป็นการทำงานที่ค่อนข้างหลากหลายและได้ลองทำงานกับคนหลายแบบ รูปแบบงานที่แตกต่างกันเลยทำให้ผมรู้ว่าอะไรที่เป็นตัวเรา อะไรที่ไม่เป็นตัวเรา อะไรที่ชอบ อะไรที่ไม่ชอบ พอผมเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น เราก็อาจจะเลือกรับงานมากขึ้น เลือกงานที่รู้สึกว่าเราอิน เราชอบ และเป็นตัวเรา แล้วเราสามารถหามิติในงานแต่ละอย่างที่เราทำมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วเราก็สามารถลงลึกกับสิ่งที่เราเลือกทำได้มากขึ้น ผมว่าความโชคดีของผมคือผมได้ทำงานที่ค่อนข้างหลากหลายตอนที่อยู่นาดาว พอเราเริ่มรู้จักตัวเองเลยทำให้เรามีประสบการณ์ที่ได้ลองทำแต่ละอย่างจริงๆ ทำให้มีไอเดีย มีเส้นทางในการพัฒนา มีมุมมองหรือวิชันในการทำงานต่างๆ”
“ถ้าพูดถึงความสำเร็จ ส่วนตัวผมถือว่าอยู่ในระดับที่พอใจมากแล้วครับ เพราะถ้ามองย้อนกลับไปไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ทำงานต่างๆ มากมายขนาดนี้ แล้วก็ประสบความสำเร็จมาถึงจุดนี้ แต่ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จจริงๆ มันไม่มีเส้น ไม่มีจุดที่จะสามารถพูดได้ว่าเราประสบความสำเร็จเพราะความสำเร็จเป็นสิ่งที่วัดผลไม่ได้และไม่มีจุดสิ้นสุดเหมือนกัน ผมว่าสุดท้ายแล้วไม่มีใครรู้ เราก็แค่สำเร็จแล้วก็ยังสำเร็จต่อไปได้อีก เคยสำเร็จแล้วก็อาจจะไม่สำเร็จแล้วก็ได้ ตรงนี้ตอบยากเหมือนกัน สุดท้ายแล้วซักเซสไหม ซักเซสในจุดที่พึงพอใจแค่ไหน แค่รู้ว่าเรามีโอกาสจะทำอะไร เราคิดว่าจะทำอะไรต่อไปข้างหน้า ลงมือทำอย่างเต็มที่และอย่าหยุดทำ แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเอง ทำให้เต็มที่กับทุกๆ งาน กับทุกๆ โอกาส”
บิว กิ้นยังบอกด้วยว่า “การทำงานในสายงานนี้ส่วนตัวผมไม่ได้รู้สึกกดดัน อาจเพราะส่วนหนึ่งเราทำงานที่อยู่กับความคาดหวังของคนจริงๆ แต่สำหรับผมแล้วส่วนใหญ่ผมทำงานอยู่กับความพึงพอใจ ความสุข แล้วก็ความคาดหวังของตัวเองมากกว่า เพราะสุดท้ายแล้วเราเลือกทำงานที่เรารู้สึกมีความสุขและเราพึงพอใจที่จะทำ พอเราทำด้วยความสุขเราก็จะทำได้อย่างเต็มที่ เราก็ทำไปตามจังหวะแล้วก็โอกาสของชีวิตมากกว่า เลยไม่ได้รู้สึกว่ามีความกดดันอะไร”
“ความสุขในวันนี้ของผมคือการได้ทำในสิ่งที่รัก ได้ทำงานที่ชอบ อยากลอง อยากรู้ อยากทำ อยากเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่กับสิ่งนั้นแล้วมีความสุข พอผ่านไป 5 ปี 10 ปี แล้วมองย้อนกลับมาก็เป็นงานที่เราภูมิใจและไม่รู้สึกเสียดายเวลาที่ทำ เป็นการใช้เวลากับการทำงานที่เราเลือกแล้วอย่างเต็มที่และมีความสุขไปกับสิ่งที่เราเลือก”



