ดร.บุ๋ม หรือ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นางสาวไทยประจำปี 2543 ที่วันนี้เรารู้จักเธอทั้งในฐานะนางงาม นักแสดง พิธีกร และจิตอาสาที่เข้ามาช่วยเหลือสังคม ผู้ขาดโอกาสทางสังคม และยังเป็นกระบอกเสียงที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้คน จนทางกองทัพได้แต่งตั้งให้เธอดำรงตำแหน่งโฆษกจิตอาสาของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เนื่องจากเธอเป็นอีกหนึ่งคนที่มีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือทหารและชาวบ้าน ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเธอกล่าวย้ำว่า ทุกเคสทุกความช่วยเหลือที่หยิบยื่นให้ผู้คนเป็นสิ่งที่เธอเต็มใจ ยินดี และพร้อมที่จะเสียสละเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ เพราะทุกอย่างที่ทำคือความสุข สุขที่เกิดจากได้ลงมือทำ สุขที่ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจ และเธอตั้งใจว่าจะทำงานเพื่อสังคมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีลมหายใจ
“ทุกวันนี้ดิฉันทำงานเป็นพิธีกรเป็นดีเจที่คลื่น FM 96.5 และเป็นนักลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งกว่า 20 ปีที่ทำงานในวงการบันเทิงถือว่าทำงานมาหลากหลายมากพื้นฐานของความเป็นนางงามทำให้มีความคิดและทำงานจิตอาสามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปช่วยเคสทำร้ายร่างกาย คดีล่วงละเมิดทางเพศ และการเข้าไปช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับหลายๆ คดี สุดท้ายด้วยความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อสังคมอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจเปิดมูลนิธิองค์กรทำดีขึ้นเมื่อปี 2551 ซึ่งที่ผ่านมาเราได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้คนในหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ช่วยเหลือด้วยการบริจาคข้าวของ อาหาร และตั้งโรงทานช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ดิฉันก็ลงพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องทหารหาญให้มีความสุขจากการได้ทานอาหารอร่อย ได้ฟังเพลง ได้พูดคุยกับศิลปินนักร้องนักแสดงที่เป็นจิตอาสาได้เข้าไปสร้างสีสันเพื่อให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย จนทหารได้ตั้งชื่อถนนสายหนึ่งให้ชื่อว่า ปนัดดา ก็ต้องบอกว่าดีใจและภาคภูมิใจมากๆ ค่ะ”
“การทำงานเพื่อสังคมและการเป็นจิตอาสา ทุกคนที่เข้ามาทำต้องมีความเสียสละและมุ่งมั่น ดิฉันเองมีความตั้งใจตั้งแต่แรกที่จะทำงานตรงนี้อย่างจริงจัง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า การที่ดิฉันเป็นบุคคลสาธารณะ มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จัก ทำให้แต่ละเคส แต่ละโครงการที่ทำได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แฟนคลับ และหน่วยงานเป็นอย่างดี ดิฉันเองมีวันนี้ได้ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่มีจิตศรัทธา ผู้ที่มีความมุ่งมั่นอยากจะแบ่งปัน อยากช่วยเหลือผู้ที่ขาดโอกาส ดิฉันเชื่อว่าการที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันก็เพราะอยากทำสิ่งที่ดีๆ ถ้าถามดิฉันว่าทำตรงนี้แล้วได้อะไร สิ่งแรกที่ได้รับคือความสุข สิ่งต่อมาก็คือการได้เจอคนดีๆ ได้เจอกัลยาณมิตร ยิ่งเราทำกิจกรรมมากขึ้นก็ทำให้เจอคนที่มีเจตจำนงเหมือนกันมาร่วมมือกันทำความดีให้ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ”
“ดิฉันทำงาน ทำธุรกิจ มีรายได้ มีบ้าน มีรถ เรียกว่าสะสมเงินสะสมทรัพย์สินมาโดยตลอด แต่เวลากลับมาถึงบ้านก็รู้ว่า ทั้งๆ ที่มีงานเยอะ แต่ชีวิตกลับดูว่างเปล่า ทำให้รู้ว่าทรัพย์สินเงินทองไม่ได้ช่วยเติมเต็มชีวิต แต่การเสียสละได้ช่วยเหลือคนที่ลำบาก คนที่ตกทุกข์ได้ยากต่างหากที่จะช่วยเติมเต็มความสุข ความอิ่มเอมใจ ทุกครั้งที่ได้ยื่นมือช่วยเหลือแม่เลี้ยงเดี่ยวให้มีอาชีพเลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูลูกๆ ได้อย่างยั่งยืน ได้ช่วยทวงความเป็นธรรมให้เคสเด็กที่โดนล่วงละเมิดทางเพศ หรือเคสล่าสุดกับการสร้างบังเกอร์และห้องน้ำให้ทหารที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อสร้างความปลอดภัย รวมทั้งยังได้จัดงานคืนความสุขให้กับทหารและชาวบ้านในพื้นที่ ดิฉันทำงานอยู่ที่นั่นมากว่า 4 เดือน ถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อก็จะเข้าไปช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องต่อไป”
“ทั้งนี้ มูลนิธิองค์กรทำดีถือเป็นที่ที่ให้ผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ หลากหลายอาชีพ ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันได้มารวมตัวกัน ที่นี่มีทั้งคนที่มีชื่อเสียง คนธรรมดา คนรวย คนจน คนแข็งแรง คนไม่แข็งแรง มาร่วมกันทำงานเพื่อสังคมจากจุดเล็กค่อยๆ ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ สอดผสานจนทุกๆ อย่างกลมกล่อม เฉกเช่นการปรุงอาหารจานอร่อยขึ้นมา ทุกคนสามารถช่วยเหลือกันตามแรงกำลัง ใครมีทุนก็สนับสนุนเงิน ใครมีแรงก็ลงแรง เจ้าของแบรนด์สินค้าหลายที่มากๆ ก็ให้การสนับสนุน ซึ่งทำให้มูลนิธิของเราเติบโตกลายเป็นเครือข่ายที่มีศักยภาพที่พร้อมช่วยเหลือผู้คนอย่างแท้จริง”
“ถ้าถามดิฉันว่าจะทำงานแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ก็ตอบได้ทันทีว่าตั้งใจจะทำงานเพื่อสังคมไปจนวันตาย เพราะในทุกๆ วันก็มีเคสให้ไปช่วยเหลืออยู่ตลอด เราจะหยุดไม่ได้ ดิฉันมองว่าชีวิตคนเรามันก็แค่นี้ หมดลมหายใจก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ สุดท้ายเมื่อทุกคนต้องตาย เราอยากจะตายไปให้มีคนจดจำเรา ชื่นชมเรา หรืออยากตายไปโดยเปล่าประโยชน์ สำหรับดิฉันการแบ่งปันและช่วยเหลือผู้คนมันคือความสุข ฉะนั้นเมื่อทุกการแบ่งปันคือความสุข ดิฉันก็จะไม่หยุดทำในสิ่งที่สร้างสุขและตั้งใจจะส่งต่อความสุขจากการให้ไปสู่คนอื่นๆ ต่อไปค่ะ”

“ตั้งใจจะทำงานเพื่อสังคมไปจนวันตาย ชีวิตคนเรามันก็แค่นี้ หมดลมหายใจก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ เราอยากจะตายไปให้มีคนจดจำ หรืออยากตายไปโดยเปล่าประโยชน์ การแบ่งปันและช่วยเหลือผู้คนมันคือความสุข ก็ตั้งใจจะส่งต่อความสุขจากการให้ไปสู่คนอื่นๆ ต่อไป”



