“เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์” มองไม่ต้องไกล แค่ทำสิ่งที่รักให้ดีที่สุด

0
475

ถึงละครเรื่อง “วิมานทราย” จะจบลงไปอย่างแฮปปี้เอนดิ้งแล้วก็ตาม แต่บอกเลยว่า ชื่อของพระเอกหนุ่ม “เจษ-เจษฏ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์” ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของเหล่าแฟนละคร โดยเฉพาะบทเกรี้ยวกราดของ “ภาณิน” ทายาทหนุ่มของโรงแรมดัง ที่มีต่อนางเอก จนถูกตั้งฉายาว่า “พระเอกใจร้ายแห่งปี” กันเลยทีเดียว

เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์


จะว่าไปแล้ว นี่ไม่ใช่ละครเรื่องแรกของ นักแสดงหนุ่ม “เจษ-เจษฏ์พิพัฒ” แต่หากถามถึงการพลิกคาแร็กเตอร์แล้ว อาจเรียกว่า เป็นเรื่องแรกของเขาก็ได้ “ในละครเรื่องหนึ่ง เราอาจทำอะไรได้เยอะมาก เพราะในการแสดงจะมีกราฟของตัวละครที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาผมอาจจะเล่นในบทบาทเดียว ไม่เคยที่จะเล่นผสมกันระหว่างอารมณ์ร้าย และรัก ในเวลาเดียวกัน” พระเอกหนุ่มอธิบายถึงความยากในการแสดงสองบทบาทในเวลาเดียวกัน
บทบาทและความยาก


“ความยากอยู่ที่จุดเปลี่ยนผ่านของแต่ละซีนอารมณ์ ที่ผมจะต้องควบคุมให้ได้ และต้องเป็นอารมณ์ที่แสดงออกมาอย่างมีเหตุและมีผล รวมถึงต้องไม่ทำให้คนดูรู้สึกว่า ภาณิน ทำเกินกว่าเหตุ หรือทำในสิ่งที่ใจร้ายต่อนางเอกมากเกินไป ขณะเดียวกันความยากของการแสดงออกนี้ ยังอยู่ที่ การบาลานซ์ ความแรงของอารมณ์ ให้อยู่ภายใต้คำว่า..รัก.. แต่การกระทำต้องเป็นไปในทิศตรงกันข้าม”


เรียกว่า ต้องทำการบ้านเยอะมากสำหรับการรับบทบาทนี้ “ผมต้องใช้จินตนาการเยอะมาก โดยเฉพาะฉากที่ยังไม่ได้ถ่าย หรือบางครั้งก็ต้องมาย้อนกลับเพื่อดูซีนที่เล่นไปก่อนหน้านี้ เพราะซีนแรกที่เปิดมา ผมต้องด่านางเอกเลย” ขณะที่เบื้องหลังการถ่ายทำ หนุ่มเจษบอกกับเราว่า เขาต้องแสดงออกทางอารมณ์ และใช้คำดุด่านางเอก เอาไว้หลายแบบมาก “เพราะผมไม่รู้เลยว่า ตอนที่เราเล่นแบบรักกัน เราจะเล่นแบบไหนดี แล้วต้องให้อารมณ์ตอนนั้นออกมาอย่างไร ซึ่งก็ต้องเซตอัพกันระดับหนึ่งเลยทีเดียว”


10 ปีแล้วกับวงการบันเทิง
ด้วยอารมณ์ที่แสดงออกมาอย่างถึงพริกถึงขิง ของพระเอกหนุ่มนี้ ทำให้แฟนละครตั้งฉายาให้เขาว่าเป็น “พระเอกใจร้ายแห่งปี” กันเลย “ถือเป็นจุดเด่นจุดหนึ่งที่บอกถึงความเป็นตัวละครตัวนี้ ที่ปรากฏอยู่ในละคร ซึ่งเขาก็มีเหตุผลของสิ่งที่เขากระทำลงไปอยู่ และเป็นสิ่งที่ผมต้องเข้าใจ และแสดงออกมาให้ได้”


จากวันแรกที่เข้ามาในวงการ วันนี้ก็อาจเรียกว่า นานกว่า 10 ปีแล้ว สำหรับพระเอกหนุ่มคนนี้ “เรื่องแรกที่ผมเล่น ก็จะเป็นภาพยนต์ของพี่พจน์ อานนท์” หากใครเป็นเอฟซีตัวจริง ก็คงจะรู้ว่า แต๋วเตะตีนระเบิด ภาพยนตร์ที่สร้างเสียงหัวเราะ เป็นเรื่องแรกที่นำเขาเข้ามาสู่วงการแสดงอย่างเต็มตัวในวันนี้


“ผมว่า ผมมาไกลมาก ถ้านับจากหนังของพี่พจน์ ตอนนั้นผมเล่นเป็นเด็กมัธยมทั่วไป ก็เล่นเป็นตัวเองในวัยนั้นๆ เล่นตามนั้น บทพูดก็พูดอะไรที่เราอยากจะพูด” แต่หลังจากที่ได้ก้าวเข้ามาอยู่กับ ค่าย “เอ็กแซ็กท์” เขาก็เริ่มเรียนรู้อะไรบางอย่าง “เรื่องแรกที่ผมรู้สึกได้ก็คือ รู้ว่าตัวเองไมได้เก่งอะไรในเรื่องการแสดงมากนัก เลยต้องพยายามพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ


“ละครเรื่องแรกที่ผมเล่น ก็ไม่ได้เริ่มจากการเป็นตัวหนึ่ง แต่เอาจริงๆ ผมเริ่มจากบทที่เป็นตัวลูก หรือ ตัวสาม ตัวสี่ของละครแต่ละเรื่องก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาตัวเองตามผลงาน ผมว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีนะ ดีที่เราไม่ได้เข้าไปอยู่ในจุด และเวลาที่เรายังไม่พร้อม เพราะหากเราเข้าไปอยู่ตรงนั้น ในจังหวะที่ยังไม่สามารถควบคุมอะไรได้ดี ก็คงอาจจะไม่เป็นผลดีกับตัวผมแน่นอน แถมยังส่งผลเสียกับเรามากกว่า” สำหรับละครที่เริ่มสร้างชื่อให้กับพระเอกคนนี้ เจ้าตัวบอกว่า คงจะเป็นเรื่อง “เล่ห์รตี” ก่อนที่จะมาเล่นเรื่อง บัลลังก์เมฆ และ เรื่องพิศวาส ที่เผยให้เห็นออร่าทางการแสดงของนักแสดงหนุ่มคนนี้


ความรู้สึกต่อวงการบันเทิง
ทั้งหมดนั้น เป็นส่วนหนึ่งในกับผลงานการแสดง แต่เมื่อพูดถึงความรู้สึก ในมุมมองของเขาที่มีต่อการแสดง “เจษ” บอกว่า ที่ผ่านมาอาจจะมีเรื่องที่ไม่ถูกใจบ้าง แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บแต่ข้อดี ที่เกิดขึ้นในวงการ “ผมเลือกที่จะเก็บสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่รู้สึกว่า วงการนี้โหดร้าย แต่อย่างไร และด้วยความที่ผมมองว่า คนเราดวงไม่เหมือนกัน ได้รับโอกาสไม่เท่ากัน การที่เราได้เข้ามายืนอยู่ในจุดนี้ ผมถือว่า เป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่ได้เข้ามาทำงานในวงการ ที่มีงานเข้ามาให้ผมทำเรื่อยๆ และทำให้มีคนเห็นเรา และให้โอกาสเราอยู่ตลอด”


“ผมมองว่า วงการนี้ให้วุฒิภาวะกับผมเยอะมาก โดยเฉพาะ ในเรื่องชองการทำความเข้าใจกับคนในแบบต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน วงการนี้ ทำให้ผมได้เจอคนหลากหลาย มากกว่าอาชีพอื่น อย่างผม เรียนมาทางด้านไฟแนนซ์ หากผมไม่ได้เข้าทำงานในวงการบันเทิง ผมก็อาจจะได้ไปทำงานอยู่ที่แบงก์ หรือ ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งนั่น จะเป็นสถานที่รวมทุกคนที่เรียนมาในสายเดียวกันให้มาอยู่ในที่เดียวกัน ผมก็อาจจะไม่มีโอกาสที่จะได้เจอคนที่หลากหลาย และมีความแตกต่าง เหมือนอย่างทุกวันนี้ก็ได้ และวันนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมน่าจะเป็นคนที่เข้าในคนมากขึ้นครับ”
ทางเลือก “อนาคต”

สำหรับเรื่องของ อนาคต แม้ครอบครัวของหนุ่มเจษ จะมีธุรกิจครอบครัว อย่าง ตลาดพรพัฒน์ แต่นักแสดงหนุ่มก็ยังเลือกที่จะเดินบนเส้นทางในวงการบันเทิงอยู่ต่อไป “ผมว่าผมโชคดีนะ ที่ได้เกิดในครอบครัวที่เข้าใจผม เพราะเขาให้โอกาสเราได้เลือกทำในสิ่งที่เราอยากทำ และสิ่งที่เรารัก ยิ่งวันนี้คุณพ่อ คุณแม่ ก็วางใจ และภูมิใจกับงานที่เราทำอย่างเต็มที่ และพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าเรากำลังเติบโตในสายงานที่เราเลือกเอง

“ส่วนเรื่องของธุรกิจที่บ้าน พ่อกับแม่ก็บอกอยู่บ้างเหมือนกันว่า นี่เป็นธุรกิจของครอบครัว เป็นเหมือนมรดก ที่เราต้องทำเพื่อครอบครัวของเราต่อไป แต่เขาก็ยังคงให้เราทำงานที่เรารักก่อน ส่วนเรื่องธุรกิจที่บ้านค่อยเป็นเรื่องของอนาคต” จะว่าไปแล้ว นักแสดงหนุ่มคนนี้ อาจเรียกว่า เป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องของการทำงานอยู่เหมือนกัน “ผมเป็นคนที่ไม่ได้มองอะไรไกลมากนัก ผมจะมองที่งานที่ผมทำอยู่ และทำให้ดีที่สุด เพราะผมเชื่อว่า ถ้าผมทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีแล้ว ทางข้างหน้าของผมก็น่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ”

ด้วยความเป็นคนจริงใจ ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด และไม่เคยพยายามสร้างภาพของตัวเอง ทำให้วันนี้ “เจษ-เจษฏาพิพัฒ ติละพรพัฒน์” เป็นอีกนักแสดงที่มีอนาคตสดใสในวงการบันเทิง และเป็นที่รักของแฟนละคร ตลอดไป

Facebook Comments

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.