THE BEST CEO 2026 “ธนวัฒ-สฤษฏ์รัช พิบูลย์สวัสดิ์” กล้าที่จะก้าว ไม่หยุดพัฒนา และยึดมั่นในจริยธรรม

0
77

คุณธนวัฒ (เอก) พิบูลย์สวัสดิ์ Chief Strategy Officer ของ Comets Group ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และ บริษัท คอมเม็ทส์ อินเตอร์เทรด จำกัด รับผิดชอบงานด้าน Data Analytics, Human Resources, IT, Marketingและ Sales ส่วนคุณสฤษฏ์รัช (โอม) พิบูลย์สวัสดิ์  Factory Directorรับผิดชอบฝ่ายโรงงานทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมทั้ง Research & Development, Process Control, Production,Quality Control และ Supply Chainหลังจากที่ คุณธนวัฒ (เอก) พิบูลย์สวัสดิ์และคุณสฤษฏ์รัช (โอม) พิบูลย์สวัสดิ์ ได้เข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวนำเข้าบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 30 ปี ทำให้ได้เห็นโอกาสที่จะต่อยอดในธุรกิจรับจ้างผลิตเครื่องสำอางและสกินแคร์ จนพาธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดขึ้นสู่ธุรกิจพันล้านในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

คุณธนวัฒ : จุดเริ่มต้นธุรกิจเราคือเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ผมได้เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัว โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาธุรกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายอยู่บ้างแต่นั่นก็ถือเป็นพลังและแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจเราเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ โดยผมมองว่าเรามีทรัพยากรที่พร้อมอยู่ทั้งบุคลากร ลูกค้า และคู่ค้า จึงตัดสินใจขยายสู่ธุรกิจโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางในรูปแบบ OEM โดยเน้นรับผลิตสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ Makeup ที่เราถนัด ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างก้าวกระโดด อุปสรรคก็คือปมเชือกที่เราต้องแก้ทุกวัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ และเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของผู้บริหารที่ต้องทำอยู่แล้วหลังจากที่ได้เข้ามาสานต่อธุรกิจผมก็ได้เสริมสร้างการประมวลผลข้อมูล ปัจจุบันเราทำ Big Data ที่เก็บข้อมูลมากว่า 5-7 ปี เพื่อนำข้อมูลมาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้า

คุณสฤษฏ์รัช : สำหรับผม การสานต่อธุรกิจถือเป็นอีกหนึ่ง Milestone ที่ครอบครัววางไว้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนเห็นด้วย ผมมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของตัวเอง ซึ่งนวัตกรรมที่คุณพ่อได้บุกเบิกไว้ เรานำมาพัฒนาและต่อยอด ให้สามารถจับต้องได้มากขึ้น และผมมองว่าคนไทยมีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพียงแต่ยังไม่มีเวทีหรือตลาด ซึ่งวันนี้เมื่อเราต่อยอดทำธุรกิจนี้ขึ้นมานั้น ไม่ได้มุ่งเน้นทำตลาดเฉพาะในไทย แต่ยังมีเป้าหมายในระดับโลกอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันเราทำธุรกิจโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางให้กับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาราวๆ ประมาณ 5 ปีครับ เรารับทำตั้งแต่พัฒนานวัตกรรมผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงทำการตลาดให้ เรียกว่าเป็นการให้บริการแบบ one stop service

คุณธนวัฒ : บริษัทฯ เราจะรับผลิตสินค้าและช่วยพัฒนาแบรนด์ให้กับลูกค้าด้วย ผมมองว่านี่คือหลักการและจรรยาบรรณของบริษัทฯ ที่จะร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าให้เติบโตไปด้วยกัน ซึ่งโรงงานเราเป็นโรงงานเดียวที่แตกต่างจากโรงงานอื่น ต้องบอกว่าธุรกิจเครื่องสำอางในไทยมีอัตราการเติบโตที่ดี บริษัท ไอซีที แมนูแฟคเจอริ่งจำกัด สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าด้านนวัตกรรม ในลักษณะ End-To-End ตั้งแต่ผลิตจนถึงส่งมอบและวางจำหน่ายครับ

คุณสฤษฏ์รัช : กลุ่มลูกค้ามีทั้งในประเทศและต่างประเทศแบรนด์สินค้าที่รับผลิตมีตั้งแต่การจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์ที่มียอดการผลิตไม่มาก จำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดแบรนด์ที่มีหน้าร้าน หรือแม้กระทั่งแบรนด์สินค้าที่ยอดการผลิตจำนวนมากๆ เราก็สามารถรับผลิตให้กับลูกค้าได้ทั้งหมด ซึ่งเป้าหมายหลักของเราคือ ต้องการเป็นพาร์ทเนอร์กับลูกค้า เราไม่ได้อยากรับผลิตแล้วก็จบไป แต่เราตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาแบรนด์ เพื่อช่วยกระตุ้นตลาดเครื่องสำอางในไทยให้เติบโตขึ้นด้วย

คุณธนวัฒ : ก่อนทำงาน สิ่งสำคัญคือเราต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจลูกค้า เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ยอดลูกค้าในปัจจุบันถือว่าน่าพอใจ แม้จะไม่เยอะมาก แต่เราพร้อมที่จะทำธุรกิจร่วมกันกับแบรนด์เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน หลายๆ แบรนด์เริ่มต้นทำธุรกิจกับเราที่ตัวเลข 6 หลัก จนในปัจจุบันบางรายก้าวขึ้นเป็น 9 หลัก 10 หลัก ซึ่งคุณโอมยังได้พัฒนานวัตกรรมและเครื่องจักรใช้ในการบรรจุซองเครื่องสำอาง ซึ่งทำให้เกิดเป็นกระแสลิปซอง นิยมในไทยและขยายไปยังตลาดต่างประเทศ

“ธุรกิจหลักบริษัท ไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด อยู่ในกลุ่มเครื่องสำอาง ประเภทสีบนใบหน้า ช่วงปีที่ผ่านมาและปีนี้ เราได้ขยายธุรกิจไปสู่กลุ่ม Skincare ซึ่งกำลังได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตสูงมากปัจจุบัน บริษัท ไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัดสามารถให้บริการด้านการผลิตครอบคลุมมากกว่า 40 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ให้กับแบรนด์ไทยชั้นนำ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของแบรนด์ไทยผมมองว่า ตลาด Skincare และMakeup ของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แบรนด์ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหลายแบรนด์กำลังจะส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยแต่ละแบรนด์มียอดขายตั้งแต่หลักร้อยล้านถึงหลายพันล้านบาท และอีกหลายๆ แบรนด์ก็กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของอุตสาหกรรมนี้อย่างชัดเจน”

คุณสฤษฏ์รัช : สิ่งที่ทำให้เราโดดเด่นและแตกต่างจากบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมนี้ คือการที่เราให้ความ สำคัญกับการค้นหานวัตกรรมจากต่างประเทศแล้วนำมาปรับใช้และพัฒนาต่อยอดให้เหมาะกับตลาดไทยนอกจากนี้ เรายังสนับสนุนลูกค้าด้วย Data Analytics เพื่อช่วยให้แบรนด์สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและเติบโตได้อย่างมีทิศทาง ซึ่งสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกและมั่นคงได้มากกว่าการเป็นเพียงผู้ผลิต

คุณธนวัฒ : ทุกวันนี้จำนวนพนักงานเราเติบโตขึ้นทุกปี จากปีแรกที่มีพนักงานราว 100 คน ปัจจุบันอยู่ที่ 800 คน ซึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด สามารถผลิตสินค้าได้มากกว่า 40 ล้านชิ้นซึ่งสะท้อนถึงทั้งความไว้วางใจของลูกค้าและความสามารถของทีมงานเราสามารถเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า ไม่ใช่แค่ผลิตสินค้าให้ แต่ร่วมสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับทุกฝ่ายในห่วงโซ่ธุรกิจนี่คือความภาคภูมิใจของเราหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจของเราคือ การมองพนักงานในฐานะ “ครอบครัว” วัฒนธรรมองค์กรของ บริษัทไอซีที แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด สร้างขึ้นบนรากฐานของ Teamwork ทุกคนสนับสนุนกัน ช่วยเหลือกัน และเติบโตไปด้วยกัน เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง เพราะเราเชื่อว่าเมื่อคนในองค์กรแข็งแกร่ง บริษัทฯ ก็จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

คุณสฤษฏ์รัช :  สิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุดในปีนี้ คือ การพัฒนาบุคลากรจากภายในองค์กร ซึ่งครอบคลุมทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง การเสริมสร้างความเข้าใจในตลาดเครื่องสำอางการส่งเสริมการพัฒนาตนเอง และการนำ AI Innovation มาใช้เป็นเครื่องมือยกระดับการทำงาน ในปีถัดไป บริษัทฯ มีแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เติบโตขึ้น พร้อมรักษามาตรฐานคุณภาพที่เป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อเรา

คุณธนวัฒ : เป้าหมายปีนี้เราตั้งใจจะทำ Face Skincare ซึ่งคาดว่าตัวเลขการเติบโตจะอยู่ที่ 2,000-3,000 ล้านบาท ใน 3 ปีข้างหน้า และในสเตปต่อไปเราจะมีอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งในระยะเวลา 12 ปี เราคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 10,000 ล้านบาท

คุณสฤษฏ์รัช : เราต้องการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ฉะนั้น ต้องมีแรงกระตุ้นให้เราอย่าหยุดนิ่ง เพราะถ้าหยุด ทุกอย่างก็จะชะลอตัว ความต้องการของผมคือมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น งานทุกอย่างมันไม่มีวันจบ ทุกการทำงานจะถูกพัฒนาขึ้นในทุกๆ ปี  เป้าหมายของการเป็นผู้นำคือมุ่งพัฒนาบุคลากร นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ  และผมมุ่งหวังอยากมีการยอมรับในระดับสากล  ดังนั้นเราต้องผันตัวเป็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ใช่นำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

คุณธนวัฒ : สิ่งสำคัญที่เราให้ความสำคัญที่สุดนอกเหนือจากสิ่งอื่นๆ คือ “คุณธรรม” และ“จริยธรรม” เราเติบโตในครอบครัวที่ยึดมั่นในหลักการ ผมเองเรียนจบมาจากโรงเรียนชายล้วน ซึ่งจะมีคำว่า “ใจแลกใจ” ผมให้ความสำคัญกับคำว่า เพื่อน ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า หรือคู่ค้า หมายความว่าเราจะฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน สนุกด้วยกัน ร้องไห้ก็ร้องไห้ด้วยกัน

คุณสฤษฏ์รัช :  ผมก็มองไปในทิศทางเดียวกันกับคุณเอกว่า เราทุกคนจะต้องเติบโตไปด้วยกัน และสิ่งสำคัญคือ เราต้องคอยตรวจสอบและทบทวนตัวเองทุกๆ 3 เดือน และหาคำตอบว่า เรายังทำงานได้ดีหรือไม่ อะไรที่เราต้องปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นตัวเอง หรือสิ่งที่ลูกน้องทำ การเป็น “Best CEO” สำหรับผมมันต้องนับกันเป็นเป็นช่วงเวลา ในทุกๆ ปี ในทุกๆ ไตรมาสเราจะต้องมีการตรวจสอบตัวเอง เพื่อพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้า เพื่อรักษาคำว่า Best CEO ให้อยู่กับเราตลอดไป

คุณธนวัฒ : ผมไม่แน่ใจว่าคำว่า “Best CEO” ของผมแตกต่างจากผู้บริหารท่านอื่นหรือไม่ แต่สำหรับผมคือ การแบ่งปันและการร่วมทุกข์ร่วมสุขสำหรับผม CEO ที่ดีไม่ได้วัดจากการตัดสินใจบนโต๊ะประชุม แต่วัดจากความสามารถในการสร้าง “พาร์ตเนอร์” ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า หรือคู่ค้าเพราะเมื่อทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในความสำเร็จ นั่นคือรากฐานของการไว้ใจที่แข็งแกร่ง และทำให้เราเติบโตได้อย่างยั่งยืน

หัวใจสำคัญในการทำธุรกิจของเราคือ การมองพนักงานในฐานะครอบครัว วัฒนธรรมองค์กรของเรา สร้างขึ้นบนรากฐานของ Teamwork ทุกคนสนับสนุนกัน ช่วยเหลือกันและเติบโตไปด้วยกัน

Facebook Comments

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.