พชร จิราธิวัฒน์ “สร้างความสำเร็จด้วยแพสชัน ความสนุก และทีมเวิร์ก”

0
49

พีช พชร จิราธิวัฒน์ นักแสดงหนุ่มมากฝีมือกับบทบาทผู้บริหารบริษัท ร็อคส์ พีซี จำกัด เจ้าของธุรกิจร้านมันฝรั่งทอดสุดฮอต Potato Corner ซึ่งปัจจุบันมีสาขาในไทย 140 สาขา และได้ขยายสาขาทำตลาดในมาเลเซียอีก 30 สาขาในกัวลาลัมเปอร์ เขาเองตั้งใจจะขยายสาขาและมุ่งใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด รวมทั้งสร้างรายได้ต่อสาขาให้เพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของตลาดในมาเลเซียถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และยังมีพื้นที่ให้เข้าไปทำตลาดได้อีกมาก ซึ่งเขาเชื่อว่าในฐานะนักธุรกิจนอกจากแพสชัน ความรัก และความตั้งใจแล้ว ยังต้องสนุกกับการทำงานและต้องรู้จักทำงานเป็นทีมเวิร์ก เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคงและยั่งยืน“ตอนนี้ Potato Corner มี 140 สาขาในไทย และอีก 30 สาขาในมาเลเซีย รวมทั้งยังทำร้านอีกหลายแบรนด์ อย่างร้านข้าวซอยข้าวโซอิ ร้าน UNO Coffee ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ รวมทั้งเรายังมีบริษัท ฟิวเจอร์ โกลว จำกัด ซึ่งทำธุรกิจจำหน่ายเครื่องสำอางและสกินแคร์แบรนด์ไทยที่ฟิลิปปินส์ การที่ผมเลือกลงทุนในธุรกิจร้านอาหารและบิวตี้เพราะเป็นสิ่งที่ผมสนใจ ทุกอย่างที่ทำต้องทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น การที่ผมเลือกทำธุรกิจ Food and Beverage เพราะเป็นคนชอบกิน พอเราได้ทำสิ่งที่ชอบก็มีความสุข ส่วนที่ลงทุนด้าน Beauty Product เพราะผมมีพาร์ตเนอร์ที่เก่ง สินค้าด้านบิวตี้ถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับผมนะ แต่ผมอยากลองทำ ทุกอย่างที่ผมทำมันเกิดจากแพสชัน เพราะถ้าเราทำธุรกิจเราต้องจริงจัง ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด เราต้องอยู่กับงานตรงนี้ไปอีกนาน ถ้าเราไม่ชอบ ไม่มีแพสชัน เราก็อาจจะเหนื่อย หรือท้อแท้ได้ในระหว่างทาง ฉะนั้นทุกอย่างที่ผมตั้งใจทำ ผมก็ต้องอินไปกับมัน ฉะนั้นสิ่งแรกที่ผมตั้งเป้าก่อนลงมือทำก็คือต้องรักในสิ่งที่ทำก่อนเป็นอันดับแรก”

“ปัจจุบันความท้าทายในการทำธุรกิจคงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจจะทำอย่างไรให้แบรนด์เรายังอยู่ในใจผู้บริโภคได้ในเวลาที่ยากลำบาก เศรษฐกิจไม่ดีคนอาจจะประหยัดขึ้น แต่เราจะทำอย่างไรให้เป็น Top of Mind ที่ลูกค้าจะเลือกซื้อเรา เงินหายากขึ้น ฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้รู้สึกว่าสินค้าเราคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป เป็นโจทย์ที่ร็อคส์ กรุ๊ปจะทำให้สินค้าคุ้มค่าที่สุด ความท้าทายอีกอย่างที่เราต้องเผชิญก็คือการที่มีคู่แข่งในตลาดเยอะมาก เพราะเดี๋ยวใครก็วิ่งมาบนถนนสาย F&B เราเองก็ต้องวิ่งให้เร็วขึ้น ไปให้ไกลกว่าเดิม วันแรกที่เราร่วมกับหุ้นส่วนทำ Potato Corner เริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์ พัฒนาแบรนด์จนเติบโตและเริ่มขยายตลาดไปยังมาเลเซีย ซึ่งเราก็ต้องศึกษาตลาดและพัฒนาต่อยอดให้สำเร็จเช่นเดียวกันกับที่ประเทศไทย ส่วนความสนุกก็คือการได้คิดทำสินค้าใหม่ๆ แบรนด์ใหม่ ได้ช่วยกันออกไอเดียและลงมือทำโปรเจกต์ใหม่ๆ หรือแม้แต้ได้คอลแลบกับแบรนด์อื่นๆ ในการทำการตลาด และได้ลองเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง ทุกคนทุกแบรนด์มีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเอง กล้าที่จะลอง ถ้าเฟลก็หยิบมาเป็นบทเรียน นี่คือความสนุกในการทำงานของผม”

“ผมเป็นคนทำงานค่อนข้างละเอียด โดยเฉพาะการทำธุรกิจอาหาร ถ้าไม่อร่อยมันไม่ได้ ผมเลยซีเรียสเรื่อง R&D ไม่Compromise กับอะไรที่ไม่ดี ผมเชื่อในการทำงานที่ร่วมมือร่วมแรงกับคนอื่น เพราะผมไม่ได้เป็นคนมีความรู้มากที่สุด ผมเชื่อว่าในทีมยังมีคนที่เก่งกว่าผม ผมแค่ให้พวกเขาสามารถเลือกและตัดสินใจ ผมเองก็กระตุ้นให้เขากล้าทดลอง ผมไม่ใช่คำตอบของบริษัทแต่อยากให้ทุกคนในบริษัทมาแชร์ไอเดียกันเพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด และวันนี้แบรนด์ที่ทำทั้งหมดยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ผมเองก็ยังมองหาโอกาสสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ผมเดินบนเส้นทางธุรกิจมา 9 ปี กับยอดขายและการเติบโตที่ผ่านมาก็ถือว่าภาคภูมิใจกับสิ่งที่เราทำมาในฐานะ Entrepreneur ที่มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างเหนียวแน่น ผมเริ่มต้นธุรกิจกับเพื่อนไม่กี่คน มีพนักงานไม่กี่ร้อยคน ก็ถือว่ายังเป็นเบบี้ในวงการนี้ แต่ผมเองก็อยากให้ธุรกิจเติบโตขึ้น แข็งแรงขึ้น และมีความยั่งยืน”“นอกจากนี้ในส่วนของวงการบันเทิงผมว่าผมก็ค่อนข้างซักเซส เพราะตลอด 16 ปี ผมก็มีผลงานอย่างต่อเนื่อง แต่ถามว่าที่สุดไหม ผมเชื่อว่ายังมีย่างก้าวให้ผมได้เดินต่อไป ถ้าเป็นไปได้ก็อยากมีผลงานที่ได้การยอมรับระดับนานาชาติบ้าง แต่ตอนนี้ก็ถือว่าพอใจกับความสำเร็จของตัวเอง ส่วนผลงานล่าสุดก็จะออนแอร์เดือนธันวาคมนี้เป็นซีรีส์เรื่องสาธุ ที่จะออกอากาศทางเน็ตฟลิกซ์ ส่วนผลงานอื่นๆ ก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ ครับ แต่ว่ายังเล่าให้ฟังตอนนี้ไม่ได้ ถ้าถามผมถึงมุมมองต่อวงการบันเทิงบ้านเรา ผมว่าก็ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ อุตสาหกรรมพัฒนาดีขึ้น โปรดักชันดีขึ้น ซีรีส์ไทยผลงานออกมาทัดเทียมกับหลายๆ ประเทศ ทั้งการถ่ายทำและการแสดง การทำ Post Production ก็ยกระดับมากขึ้น แต่ผมมองว่า ทุกวันนี้เรายังขาดความเป็นมหภาค ผมอยากให้ทุกคนที่ทำงานในกองถ่ายมีสวัสดิการที่ดี ผมเชื่อว่าวงการบันเทิงบ้านเราจะเติบโตและก้าวไปได้ไกลกว่านี้”

“ถ้าถามผมถึงผลงานการแสดงและธุรกิจที่ทำว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ผมว่ามันค่อนข้างแตกต่างกัน เพราะการทำธุรกิจเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน การสร้างแบรนด์เป็น Long Lasting ขณะที่งานแสดงเป็นเหมือนการวิ่งระยะสั้น เริ่มจากศูนย์ไปถึงร้อย มีภาพเป้าหมายชัดเจนว่าจะจบที่ไหน แต่การทำธุรกิจเหมือนมี Check Point พอไปถึงเป้าหมายก็ต้องวิ่งไปต่อเพราะเราต้องการการเติบโต ส่วนความเหมือนผมว่าคงเป็นเรื่องของการใช้ใจและใช้ทีมเวิร์กเพื่อให้งานออกมาดี ทั้งงานแสดงและธุรกิจต้องอาศัยทีม เพราะผมทำงานคนเดียวไม่ได้ ผลลัพธ์จะออกมาดีก็เพราะเรามีทีมที่ดีเป็นองค์ประกอบ เราต้องมีเพื่อนร่วมทางช่วยกันพัฒนา อาศัยความเข้าใจ อย่างการทำธุรกิจหรือภาพยนตร์บางครั้งเหนื่อยแทบตายแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จก็มี ผลลัพธ์จริงๆ มันก็เกิดปัจจัยหลายอย่างครับ”

“ผมเดินบนเส้นทางธุรกิจมา 9 ปี กับยอดขายและการเติบโตที่ผ่านมาก็ถือว่าภาคภูมิใจกับสิ่งที่เราทำมาในฐานะ Entrepreneur ที่มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างเหนียวแน่น ผมเริ่มต้นธุรกิจกับเพื่อนไม่กี่คน มีพนักงานไม่กี่ร้อยคน ก็ถือว่ายังเป็นเบบี้ในวงการนี้ แต่ผมเองก็อยากให้ธุรกิจเติบโตขึ้น แข็งแรงขึ้น และมีความยั่งยืน”

Facebook Comments

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.