อาจารย์เอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณกรรม (พ.ศ. 2563) ผู้ก่อตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ 1 ที่ย่านศาลาธรรมสพน์และบ้านพิพิธภัณฑ์ 2 ที่ย่านตลาดงิ้วราย จ.นครปฐม เป็นนักเขียนที่มีผลงานมากกว่า 200 เล่ม เป็นนักเล่าเรื่องอดีตผ่านตัวอักษรที่ช่วยเปิดลิ้นชักความสงสัยให้ผู้คนในสังคมได้ตระหนักถึงเรื่องเก่าๆ ด้วยความรู้สึกเอ๊ะว่าทำไมบุคคลสำคัญ ข้าวของ หรือแม้แต่สถานที่หลายแห่งในอดีตจึงถูกมองข้าม ยามต้องการรายละเอียดกลับหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ จากปัญหาดังกล่าวทำให้ท่านต้องค้นคว้าหาคำตอบมาบอกทุกคนตลอดหลายสิบปี ทั้งเรื่องเพลงพื้นบ้าน ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย ประวัติการแต่งกาย ประวัติวัดวาอาราม ประวัติศิลปินพื้นบ้าน ประวัติบุคคลในประวัติศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย การชำระเรื่องเหล่านี้ท่านถือเป็นความท้าทายและความสนุก แต่ด้วยอายุขัยที่เพิ่มขึ้นจนเกิน 70 ทำให้ต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลา เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่ยังคั่งค้างอยู่อีกมากออกสู่สาธารณชนก่อนทุกอย่างจะเลือนหายไปตามกาลเวลา“ทุกวันนี้ผมยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องไม่ได้หยุด ทั้งออกงานสนาม ท่องเที่ยวหาความรู้ เขียนหนังสือ และดูแลพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่ 2 แห่ง ตอนเช้าและค่ำผมตั้งใจเขียนสาระต่างๆ ลงเฟซบุ๊กเพื่อบันทึกเรื่องที่เคยค้นคว้าไว้เป็นหลักฐาน การเขียนเฟซบุ๊กนี้ผมเริ่มทำจริงจังมาตั้งแต่ราว พ.ศ. 2558 เรื่องที่เขียนไม่ใช่ประวัติศาสตร์มหภาคซึ่งเขาเขียนเป็นเล่มกันมาแล้ว แต่เป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อยหรือเรื่องแนวจุลภาคที่คนไม่ค่อยสนใจชำระกันมาก่อน มีทั้งเรื่องของสะสม เพลงพื้นบ้าน การละเล่นของไทย การแต่งกาย ประวัติบุคคล ประวัติศิลปิน ภาษา ประเพณี โฆษณาเก่า การถ่ายรูปยุคแรกของไทย และวิถีชีวิตต่างๆ สารพัด ตัวอย่างข้อหลังคือการจับพาย เวลาพายเรือให้ถูกวิธี ให้สังเกตเถิดว่าคนสมัยนี้พายเรือหรือจับพายไม่เป็น และหนังสือเกี่ยวกับเรือก็ไม่พูดถึงวิธีจับพายเลย พอถ่ายละครย้อนยุคเราก็จะเห็นตัวละครจับพายผิดแทบทุกคน แต่ที่อันตรายมากคือนักซ่อมภาพจิตรกรรมที่ไปซ่อมภาพพายเรือของเก่าให้ผิดหมด การจับพายที่ถูกต้องคือต้องคว่ำทั้งสองมือเพื่อให้มีแรงส่ง แรงงัด เรือถึงจะไปข้างหน้าได้ ถ้าจับคว่ำมือหงายมืออย่างที่คนยุคใหม่ทำ เรือจะวนอยู่นั่นไม่ไปไหน แถมได้ภาพคนพายทำท่าเก้ๆ กังๆ ด้วยไม่สมกับอยู่เมืองน้ำ นี่คือความสำคัญในการศึกษาชำระเรื่องเล็กที่คนมองข้ามกัน ยังมีเรื่องที่น่าศึกษาอีกมาก เช่น ทำไมจึงเรียกเพลงฉ่อยว่าเพลงเป๋ นายเป๋หน้าตาอย่างไร เพลงครึ่งท่อนที่สุนทรภู่กล่าวถึงในนิราศภูเขาทองร้องอย่างไร เพลงนี้หายสาบสูญไปแล้ว ไม่มีใครร้องได้ ช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ออกแบบวัดโพธิ์อย่างไร เขามีกระสวนหรือแบบร่างอย่างไรก่อนไหม จะดูได้ที่ไหน หลายเรื่องยังหาคำตอบไม่ได้ ต้องค้นเอกสารหรือรอข้อมูลจากอนาคตกันต่อไป”
“จากความเป็นคนขี้สงสัยทำให้ผมกลายเป็นนักประวัติศาสตร์แนวจุลภาค อนึ่งในการเขียนหนังสือผมให้ความสำคัญเรื่องที่มาของข้อมูลมาก คือต้องบอกว่ารู้มาจากหนังสือเล่มไหนหรือรู้จากใคร เป็นการให้เกียรติแหล่งที่มาของข้อมูล และทำให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้เป็นฐานในการค้นคว้าต่อได้ ไม่ต้องเสียเวลานับหนึ่งใหม่ บางคนเขียนหนังสือโดยไม่บอกว่ารู้อะไรมาจากไหน ผมถือว่าเป็นการเขียนอย่างมักง่าย ถ้าไม่โดยขี้เกียจก็จงใจหมกเม็ด ผมถือสาเรื่องนี้มาก งานที่ทำตอนนี้คือเร่งรวมข้อเขียนทั้งเก่าและใหม่ที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์มาวางไว้ให้เห็นชัดๆ ถ้าสามารถพิมพ์ได้ก็รีบพิมพ์ อย่างเช่น เขียนประวัติพ่อเพลงแม่เพลงและรวมข้อเขียนจากเฟซบุ๊กซึ่งมีหลายหมวด ต้นฉบับหนาหลายพันหน้าที่จะออกในปี 2569 คือประวัติศาสตร์เบาๆ ซึ่งมาจากเฟซบุ๊กหมวดประวัติศาสตร์ ผมโตมากับหนังสือ เกิดในร้านหนังสือที่ อ.ระโนด จ.สงขลา เมื่อ พ.ศ. 2496 การชำระเรื่องเก่าเป็นเรื่องสนุก ฝรั่งเขาบันทึกประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่องเป็นพันๆ ปี ไทยเราบันทึกเหมือนกันแต่เก็บรักษาไม่ค่อยดี เอกสารจำนวนมากถูกมดปลวกกิน ถูกน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือถูกทิ้งลงถังขยะมานักต่อนักต้องเสียเวลาปะติดปะต่อข้อมูลมาก“ผมอัดเทปเสียงหนังตะลุงตั้งแต่สมัยเรียน มศ.3 ออกไปหาฟังพ่อเพลงแม่เพลงร้องเพลงฉ่อยตั้งแต่ พ.ศ. 2516 จากนั้นก็ออกไปสัมภาษณ์ประวัติพ่อเพลงแม่เพลงรุ่นเก่าที่กำลังอยู่ในวัย 70-80 ไปสัมภาษณ์นายหนังทางสงขลาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ผมมีคติประจำตัวมาตั้งแต่เรียนปี 1 ปี 2 แล้วว่า ศรัทธาเป็นพลัง คือศรัทธาจะทำให้เกิดพลังในการศึกษาสิ่งที่เรารัก ซึ่งก็จริง บ้านเรามีหนังสือเจาะลึกเรื่องเก่า อ่านเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วไม่ได้คำตอบ ที่เป็นปัญหามากคือไม่ค่อยมีภาพประกอบ ต้องจินตนาการเอาว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ คนนั้นคนนี้หน้าตาอย่างไร”
“ที่มาทำบ้านพิพิธภัณฑ์ก็เพราะอยากให้คนได้เห็นภาพ เห็นของจริงๆ ไม่ใช่ฟังแต่คำบอกเล่าหรือเห็นภาพแบนๆ อย่างเช่น ขวดน้ำมะเน็ด หรือน้ำอัดลมยุครัชกาลที่ 5 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หรือพิพิธภัณฑ์ไหนๆ เขาไม่แสดงกัน พ่อผมวาดรูปให้ดูผมก็ไม่เข้าใจ จนเมื่อจัดงานอวดของ 500 จำพวก พ.ศ. 2531 มีคนเอาขวดน้ำมะเน็ดมาบริจาค 1 ใบ ทำให้ถึงบางอ้อ และหลังจากนั้นนักสะสมตัวจริงก็ออกล่าขวดน้ำมะเน็ดกัน ทำให้ได้เห็นขวดน้ำมะเน็ดแปลกๆ นับร้อยยี่ห้อ”“ผมอยากให้บ้านเรามีพิพิธภัณฑ์แนวชีวิตชาวตลาดชาวเมือง แต่จนแล้วจนรอด ทางรัฐก็ยังไม่สนใจพิพิธภัณฑ์แนวนี้นัก ทำให้ผมกับเพื่อนๆ ต้องตั้งสโมสรนักสะสมและสมาคมกิจวัฒนธรรม และขายความคิดโดยการจัดอวดของต่างๆ ขึ้นที่ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานผ่านฟ้า ที่ผมทำงานอยู่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2522-2545 กระทั่งได้รับบริจาคที่ดินที่ถนนศาลาธรรมสพน์ ซอย 3 เมื่อ พ.ศ. 2534 แต่กว่าจะเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์ได้ก็ พ.ศ. 2544 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2551 ก็ใช้เงินบริจาคขยับขยายไปซื้อที่ดินที่ต.งิ้วราย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จำนวน 4 ไร่ ใช้เวลาสร้างอยู่นานถึง 16 ปี จนเปิดได้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2567แต่ยังต้องประชาสัมพันธ์และทำงานอีกเยอะ ผมอยากให้ภาครัฐมีองค์กรดูแลพิพิธภัณฑ์โดยตรง เพราะทุกวันนี้เอกชนซึ่งมาช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลนั้นไม่มีใครส่งเสริมเงินทุนเลย มีแต่ต้องควักเนื้อกันเองทั้งนั้น พิพิธภัณฑ์เอกชนเปรียบไปก็เหมือนชาวบ้านบางระจัน คนไหนสู้ไหวก็สู้ไป คนไหนสู้ไม่ไหวก็ปิดไป บางทีเปิดอยู่แต่ไม่มีคนดูแล ก็มีแต่ฝุ่นไม่น่ามอง ถ้ารัฐยังไม่พร้อมดูแล ขอแค่ช่วยประสานงานกับบริษัทที่อยากทำ CSR แล้วออกเอกสารหรือออกตราประทับการันตีพิพิธภัณฑ์นั้นๆ ให้ถือไปคุยกับบริษัทเอกชนได้เลย นี่คืองานที่ง่ายที่สุดแล้ว เหลือแต่ว่ารัฐมนตรีท่านไหนจะออกนโยบายสนับสนุนพิพิธภัณฑ์เอกชน”
“สำหรับผมยังตั้งใจเขียนหนังสือและดูแลบ้านพิพิธภัณฑ์ต่อไปเรื่อยๆ คิดว่าคงทำจนกว่าจะตาย วันนี้ผมอายุ 72 ปี ช่วงเวลาของชีวิตลดน้อยลงไปทุกวัน ต้องรีบเขียนหนังสือ พิมพ์หนังสือ และจัดพิพิธภัณฑ์ ชำระของในโกดังจนกว่าจะหมดเรี่ยวหมดแรง ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยพิมพ์หนังสือ ช่วยเป็นสื่อเขียนถึง หรือทำ TikTok แนะนำบ้านพิพิธภัณฑ์ อยากให้อินฟลูฯ มากันเยอะๆ เพราะยังมีคนไม่รู้จักบ้านพิพิธภัณฑ์อีกมาก บ้านพิพิธภัณฑ์มาจากการบริจาคทั้งที่ดิน ข้าวของ และแรงงานเพื่อนฝูงที่ล้วนเป็นจิตอาสา เขาเสียสละทั้งเงิน ทั้งกำลัง และเวลามาสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ขอให้เชื่อเถิดว่าเพราะท่านศรัทธาเราจึงทำงานอย่างเต็มกำลังเสมอมาบ้านพิพิธภัณฑ์คือพิพิธภัณฑ์ของทุกคน”

“ผมยังตั้งใจเขียนหนังสือและดูแลบ้านพิพิธภัณฑ์ต่อไปเรื่อยๆ คิดว่าคงทำจนกว่าจะตาย วันนี้ผมอายุ 72 ปี ช่วงเวลาของชีวิตลดน้อยลงไปทุกวัน”



