ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี สร้างพลัง สร้างโอกาส เพื่อสังคมที่ดียิ่งขึ้น

0
43

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ดร.เจี๊ยบ ในฐานะนักธุรกิจมากฝีมือ และนักสังคมสงเคราะห์แถวหน้าของเมืองไทย ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดในชีวิตการทำงานเพื่อสังคมของเธอ บทบาทนี้เปิดโอกาสให้เธอได้รวมพลังสตรีจากทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาศักยภาพสตรีอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สุขภาพ และความเป็นผู้นำ โดยน้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นหลักยึดในการทำงาน ควบคู่กันนั้น เธอยังทำหน้าที่ Chief Advisor ให้กับ Radisson Hotel Chateau de Bangkok ซึ่งเป็นโรงแรมของครอบครัว หลังจากได้ส่งต่อธุรกิจให้กับลูกๆ ทั้ง 3 คนอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่เธอยังสนับสนุนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ถ่ายทอดประสบการณ์ และดูแลภาพรวมของธุรกิจ

     “ดร.ลาลีวรรณ เป็นบุตรสาวของ ดร.บรรเจิด และคุณหญิงสวลี ชลวิจารณ์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร  สหธนาคาร ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจการเงินสำคัญของประเทศในอดีต สิ่งที่เธอซึมซับมาตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ใช่เพียงเรื่องธุรกิจ แต่คือจิตสำนึกของการทำงานเพื่อสังคม เธอเติบโตมากับการติดตามคุณแม่ออกไปทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ จนหล่อหลอมให้การช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสทางสังคมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงบทบาทหน้าที่  เธอเองหลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ จากUniversity of Wisconsin Madison สหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาเรียนต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี หลังกลับจากอเมริกาเธอเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ สหธนาคาร ในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ดูแลด้านสินเชื่อ ซึ่งทำให้เธอเข้าใจระบบการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตการทำงาน ต่อมาเธอได้ขยายบทบาทไปสู่ธุรกิจประกันภัย หลังจากเธอได้สมรสกับคุณพรเสก กาญจนจารี นักธุรกิจชั้นนำผู้มีบทบาทสำคัญในการบริหารซิว พานาโซนิค และเป็นผู้ก่อตั้ง Fujitsu Business System Thailand และ Acom Thailand ซึ่งทำธุรกิจไฟแนนซ์ ซึ่ง ดร.ลาลีวรรณในช่วงนั้นก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร มีบทบาทสำคัญในการวางระบบและกำหนดทิศทางองค์กร”

     “ด้วยความที่เธอเป็นคนไม่หยุดนิ่งและมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ ทำให้เธอเริ่มทำธุรกิจของตนเองด้วยการบุกเบิกทำธุรกิจเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในเซอร์วิส อะพาร์ตเมนต์แห่งแรกๆ ของประเทศไทย ก่อนที่เธอจะพัฒนาและยกระดับสู่การเป็นโรงแรมเต็มรูปแบบภายใต้แบรนด์ ชาโต เดอ แบงคอคก่อนที่เธอและลูกๆ ทั้งสามคน (อรยาพร-นฤพร-พรประเสริฐ กาญจนจารี) ได้ร่วมกันปรับโฉมโรงแรม และนำแบรนด์ระดับโลก Radisson เข้ามาบริหาร ภายใต้ชื่อ Radisson Hotel Chateau de Bangkok โรงแรมหรูในทำเลศักยภาพที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ”

     “สำหรับการทำงานเพื่อสังคมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยละเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เธอเองก็ได้เรียนรู้ และซึมซับจากคุณแม่ (คุณหญิงสวลี ชลวิจารณ์) ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อสังคม โดยวาดหวังในการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสทางสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง ดร.ลาลีวรรณ เล่าให้เราฟังว่า ตั้งแต่เด็กๆ เธอได้ออกงานเพื่อทำงานช่วยเหลือสังคมกับคุณแม่ ทำให้ชอบทำกิจกรรมเพื่อสังคม จนวันที่เติบโตเป็นนักธุรกิจก็จะต้องแบ่งเวลาไปทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผ่านมากว่า 30 ปี แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะเธอรู้ว่า ทุกความทุ่มเทจะทำให้ใครอีกหลายๆ คนในสังคม ได้เรียนหนังสือ ได้เรียนรู้เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และได้มีชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

     ดร.ลาลีวรรณ กล่าวว่า ตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษ เธอทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำรงตำแหน่งรองประธานมูลนิธิกฤตานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดา ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครที่เสียสละเพื่อชาติ การส่งเสริมสถานภาพสตรีความเสมอภาคทางเพศ และการยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก ผ่านเครือข่ายสโมสรซอนต้าสากล การทำงานร่วมกับสมาคม มูลนิธิ และองค์กรสาธารณกุศลจำนวนมาก ในฐานะประธาน รองประธาน กรรมการ และที่ปรึกษา และปัจจุบันในฐานะประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่รวมพลังสตรีจากทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาศักยภาพสตรี และการพัฒนาอาชีพ โดยน้อมนำพระราขดำรัส ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พระราชทานในวันสตรีไทย ที่มุ่งเน้นถึงหน้าที่สำคัญ 4 ประการ คือ พึงทำหน้าที่แม่ แม่บ้าน ให้สมบูรณ์ การรักษาเอกลักษณ์ความเป็นสตรีไทย และการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถยิ่งๆ ขึ้น นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรสาธารณกุศล สมาคม และมูลนิธิหลายแห่ง ทั้งในฐานะรองประธาน นายกสมาคมฯ ที่ปรึกษา กรรมการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา สตรีในพื้นที่ห่างไกล และผู้ที่ต้องการโอกาสฝึกอาชีพสร้างรายได้ที่ยั่งยืน”

     “การได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาสตรีแห่งชาติครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจ เพราะงานตรงนี้ถือเป็นบทบาทที่เปิดโอกาสให้ได้ทำงานเพื่อประโยชน์ของสตรีทั่วประเทศอย่างแท้จริง ดิฉันได้วางแผนงานในอนาคตที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพสตรีไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การศึกษาและทักษะอาชีพ 2. การเข้าถึงแหล่งทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ 3. การสร้างผู้นำสตรีในทุกระดับ พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับบทบาทสตรีไทยบนเวทีโลก”

     “นอกเหนือจากการทำงานเพื่อสังคมแล้วเธอยังมีบทบาททางการเมือง และทำงานเพื่อประเทศชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเธอได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงวัฒนธรรมบทบาทนี้ เปิดโอกาสให้เธอได้มีส่วนร่วมในการผลักดันนโยบายระดับประเทศ ทั้งด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยบนเวทีโลก ซึ่งเธอถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของชีวิตการทำงาน”

     อย่างไรก็ตาม ในบทบาทของ แม่ เธอเองก็ไม่เคยละเลยการดูแลลูกๆ ทั้ง 3 คน รวมทั้งยังได้ส่งต่อคุณค่าการทำความดีเพื่อสังคมให้กับลูกๆ ทุกคน แม้เธอจะทำงานหนัก แต่เธอก็ไม่เคยละเลยบทบาทความเป็นแม่ เธอเลี้ยงดูบุตรทั้งสามด้วยแนวคิดทันสมัย เปิดโอกาสให้เรียนรู้โลกกว้าง พึ่งพาตนเอง และเติบโตอย่างมีคุณภาพ ลูกๆ ทั้งสามล้วนประสบความสำเร็จทั้งด้านการศึกษาและงานเพื่อสังคม และเข้ามามีบทบาทในการบริหารธุรกิจครอบครัวอย่างเต็มภาคภูมิ

     สำหรับปรัชญาชีวิต เธอเชื่อมั่น “Leaving No One Behind” เพราะมองว่า การทำงานเพื่อสังคมไม่ใช่หน้าที่ แต่คือความรับผิดชอบของผู้ที่มีโอกาส ความสุขที่แท้จริงของเธอคือการได้เห็นผู้หญิงเข้มแข็ง ได้เห็นเด็กๆ และเยาวชนมีอนาคต เห็นสังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากพลังความร่วมมือของทุกคน ดร.ลาลีวรรณ กล่าวต่อไปว่า “ดิฉันเป็นคนทำงานด้วยความมุ่งมั่น จริงจัง และให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบ ทั้งด้านธุรกิจและงานเพื่อสังคม ทุกบทบาทที่ได้รับ ต้องมีเป้าหมายเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก อีกทั้งให้ความสำคัญกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดชีวิตและการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก” ความสำคัญของการช่วยเหลือสังคม ดิฉันมองว่าการทำงานเพื่อสังคมคือความรับผิดชอบ เราแค่ใช้ศักยภาพและโอกาสที่มีอยู่ช่วยเหลือผู้ขาดโอกาส สังคมก็จะเข้มแข็งถ้าเราไม่ทอดทิ้งกัน”

  “ถ้าถามว่าวันนี้อะไรคือความสุขที่แท้จริงของดิฉัน ดิฉันมองว่า ความสุขที่แท้จริงคือ ความสุขที่เราได้เป็นผู้เสียสละช่วยเหลือผู้คน ได้นำประสบการณ์ ความรู้ และเครือข่ายที่มีมาสร้างประโยชน์สูงสุด การได้เห็นผู้หญิงที่ขาดโอกาสทางสังคมเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้ ได้เห็นเด็กมีโอกาสทางการศึกษา และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมือ ของพวกเราทุกคน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สร้างความสุขที่แท้จริงให้กับดิฉันในทุกๆ วัน”

“ความสุขที่แท้จริงคือความสุขที่เราได้เป็นผู้เสียสละช่วยเหลือผู้คน ได้นำประสบการณ์ความรู้และเครือข่ายที่มีมาสร้างประโยชน์สูงสุด การได้เห็นผู้หญิงพึ่งพาตัวเองได้ได้เห็นเด็กมีโอกาสทางการศึกษา และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สร้างความสุขที่แท้จริงให้กับดิฉันในทุกๆ วัน”

Facebook Comments

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.